สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 27 มี.ค. ว่า ผลการศึกษาซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนิเวศวิทยาของสัตว์ ( Journal of Animal Ecology ) ระบุว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของนกจำนวน 72 สายพันธุ์ ที่สำรวจในพื้นที่รอบเมืองชิคาโกของสหรัฐ มีพฤติกรรมวางไข่เร็วกว่าปกติประมาณ 25 วัน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่แตกต่างจากเมื่อหนึ่งศตวรรษที่แล้ว
สำหรับสายพันธุ์ของนกที่ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว รวมถึง นกเขามอร์นิ่งโดฟ เหยี่ยวเคสเตรลพันธุ์อเมริกา และเหยี่ยวคูเปอร์ โดยจนถึงปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ยังไม่พบปัจจัย ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมของนักสายพันธุ์เหล่านี้ จนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเวลาการวางไข่ เช่น ขนาดของตัวนก หรือสถานะการย้ายถิ่น
The early bird is getting even earlier. With climate change spurring earlier springs across much of North America, many birds are laying their eggs earlier in the year, according to a new study https://t.co/esl6XNfe3V
— Reuters (@Reuters) March 25, 2022
อย่างไรก็ตาม นาย จอห์น เบตส์ ภัณฑารักษ์ประจำแผนกปักษีวิทยา พิพิธภัณฑ์ฟิลด์ ในเมืองชิคาโก ให้ความเห็นว่า จากการสังเกตพฤติกรรมทำให้อนุมานได้ว่า การที่นกส่วนใหญ่ชอบกินแมลง และแมลงเหล่านี้ก็ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่
เบตส์ กล่าวด้วยว่า ภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก และความผันแปรของฤดูกาล ส่งผลต่อวัฏจักรชีวิตของพืชและสัตว์ได้อย่างไร และมากเพียงใด เป็นเรื่องที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิแม้เพียงไม่กี่องศาจากค่าเฉลี่ยระยะยาว สามารถสร้างผลกระทบได้อย่างมาก ต่อวัฏจักรชีวิตของสัตว์และพืช ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้จะผลิใบเมื่อใด ดอกไม้จะบานเมื่อไหร่ และการฟักไข่ของนกก็เช่นกัน
เบตส์และทีมงานศึกษาผลการบันทึกข้อมูลของเปลือกไข่มากกว่า 1,500 ฟอง ที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ฟิลด์ ซึ่งเป็นข้อมูลระหว่างปี 2415- 2463 แล้วเปรียบเทียบกับการบันทึกสมัยใหม่มากกว่า 3,000 รายการ พร้อมด้วยข้อมูลที่อธิบายระดัคาร์บอนไดออกไซด์บนรังไข่ของช่วงเวลาในยุคเก่าและยุคใหม่ แล้วให้ผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกับการศึกษาเมื่อช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ในสหราชอาณาจักร ซึ่งระบุว่า การวางไข่ก่อนกำหนด เกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงฤดูกาลฟักไข่.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



