สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงคาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน เมื่อวันที่ 25 ก.ค.ว่ากระทรวงมหาไทยของอัฟกานิสถานประกาศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา บังคับใช้เคอร์ฟิวระหว่างเวลา 22.00-04.00 น. ใน 31 จังหวัดจากทั้งหมด 34 จังหวัดทั่วประเทศ ยกเว้นกรุงคาบูล จังหวัดปัญจชีร์ และจังหวัดนันการ์ฮาร์ มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันที เรื่อยไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น
Thirty-one of Afghanistan’s 34 provinces to be under 10pm to 4am curfew to curb Taliban advance, says interior ministry https://t.co/5ReC10VJwN pic.twitter.com/KBej4OsT2x
— Al Jazeera English (@AJEnglish) July 24, 2021
ทั้งนี้ รัฐบาลอัฟกานิสถานให้เหตุผลของการประกาศจำกัดการเคลื่อนไหวในเวลากลางคืนเกือบทั้งประเทศในครั้งนี้ ว่าเพื่อลดความรุนแรง และควบคุมการเคลื่อนย้ายของกลุ่มตาลีบัน ซึ่งรุกคืบพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่องในระยะเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีรายงานการสู้รบอย่างดุเดือด ระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของอัฟกานิสถาน กับกลุ่มตาลีบัน ซึ่งต้องการยึดครองจังหวัดกันดาฮาร์ หนึ่งในจังหวัดใหญ่ทางตอนใต้ของประเทศ

ด้านกลุ่มตาลีบันยังไม่มีปฏิกิริยาอย่างเป็นทางการต่อเรื่องนี้ แต่ผู้สันทัดกรณีหลายคนมองไปในทางเดียวกัน ว่ามีความเป็นไปได้ที่คำสั่งเคอร์ฟิวเป็นการส่วสัญญาณจากรัฐบาลไปถึงกลุ่มตาลีบัน ว่านับจากนี้อาจมีการปฏิบัติการทางทหารในเวลากลางคืนมากขึ้น และการบังคับใช้เคอร์ฟิวยังเป็นไปเพื่อความปลอดภัยของประชาชนด้วย โดยเมื่อเทียบกับตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ทหารและตำรวจของอัฟกานิสถานมักปฏิบัติการในเวลากลางวัน
#AAF targeted #Taliban’s hideouts in Panjwae district of #Kandahar province today. 14 terrorists were killed and 6 other were wounded as a result of the strike. pic.twitter.com/fo23mRzcBl
— Fawad Aman (@FawadAman2) July 21, 2021
ขณะที่กองทัพสหรัฐซึ่งกำลังจะเสร็จสิ้นภารกิจการถอนทหารชุดสุดท้ายออกจากอัฟกานิสถาน ภายในวันที่ 31 ส.ค.นี้ ยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้ว กองทัพสหรัฐปฏิบัติภารกิจโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในจังหวัดกันดาฮาร์ ซึ่งกลุ่มตาลีบันกล่าวว่า ส่งผลให้สมาชิกเสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็น "การละเมิดอย่างร้ายแรง" ต่อข้อตกลงโดฮา และฝ่ายที่ละเมิดสัญญา "ต้องยอมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา".
เครดิตภาพ : REUTERS



