สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 14 เม.ย. ว่านายดมิทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีของรัสเซีย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวถึงการที่สวีเดนและฟินแลนด์เตรียมสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ว่าหากทั้งสองประเทศได้รับการอนุมัติให้เข้าเป็นสมาชิก ถือเป็นเวลาเช่นกัน ที่รัฐบาลมอสโกต้องยกระดับความมั่นคงทางบก ทางทะเล และทางอากาศ
ขณะเดียวกัน อดีตผู้นำรัสเซียกล่าวถึงการที่ ภูมิภาคแถบทะเลบอลติกอาจไม่สามารถเป็น “พื้นที่ปลอดนิวเคลียร์” ได้อีกต่อไป แม้ไม่ได้ขยายความ แต่น่าจะสื่อถึงเขตการปกครองคาลินินกราด อยู่ริมชายฝั่งทะเลบอลติกติดกับโปแลนด์ทางทิศใต้ และลิทัวเนียทางทิศเหนือ
Russia warns of Baltic nuclear move if Finland and Sweden move to join Nato, in threat seen signalling deployment of nuke missiles that could hit Warsaw & Berlin https://t.co/hGW9hmdmmw @FinancialTimes w @polinaivanovva
— Henry Foy (@HenryJFoy) April 14, 2022
ทั้งนี้ ในกรณีที่สวีเดนและฟินแลนด์ได้เข้าเป็นสมาชิกนาโตจริง จะถือเป็นหนึ่งใน “ผลกระทบทางยุทธศาสตร์” ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่สงครามในยูเครนปะทุ เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา อนึ่ง สวีเดนไม่มีส่วนร่วมกับสงครามในภูมิภาคใดก็ตามบนโลก ตั้งแต่ปี 2357 และยึดมั่นนโยบายต่างประเทศในแบบเป็นกลาง ด้วยการไม่เข้าร่วมกับสหภาพและองค์กรทางทหารแห่งใด
ส่วนฟินแลนด์มีสนธิสัญญาด้านความมั่นคงร่วมกับสหภาพโซเวียต ตั้งแต่ปี 2491 แม้สหภาพโซเวียตล่มสลายไปแล้ว แต่สนธิสัญญายังคงมีผลจนถึงปัจจุบัน โดยใช้กับรัสเซีย
“Everything changed when Russia invaded Ukraine.”
— Channel 4 News (@Channel4News) April 13, 2022
Finland’s prime minister says a decision on whether to join Nato will happen “within weeks”, echoing her Swedish counterpart who also said Nato membership was being considered in Sweden in the near future. pic.twitter.com/u32voM2fw3
ในอีกด้านหนึ่ง นายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน กล่าวถึงการที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ กล่าวเมื่อต้นสัปดาห์นี้ ว่าปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน “เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” โดยประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน นั้น “เป็นคำกล่าวที่ไม่สามารถรับได้จากผู้นำสหรัฐ ประเทศซึ่งก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ มากที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่”.
เครดิตภาพ : REUTERS



