สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา เมื่อวันที่ 19 เม.ย. ว่าประธานาธิบดีโกตาพญา ราชปักษา แถลงเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งเลวร้ายที่สุด นับตั้งแต่ศรีลังกาได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักร เมื่อปี 2491 ว่าตัวเขาและรัฐบาลมีความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ความโกรธแค้นและความไม่พอใจอย่างหนักของประชาชน ซึ่งแสดงออกมาในรูปแบบของการประท้วงที่ยังคงดำเนินอยู่ เป็นสถานการณ์ที่ภาครัฐให้การยอมรับ

ชาวศรีลังกาชมการแถลงผ่านทางโทรทัศน์ ของประธานาธิบดีโกตาพญา ราชปักษา ที่บ้านพัก ในกรุงโคลัมโบ


ราชปักษายืนยันว่า ศรีลังกาจำเป็นต้องเจรจากับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เพื่อพิจารณาขอรับความช่วยเหลือทางการเงินรอบใหม่ ขณะที่แม้มีการวิเคราะห์จากทั้งภายใน และภายนอกประเทศ ว่าการเมืองภายในของศรีลังกาที่ขาดเสถียรภาพ คือหนึ่งในปัจจับสำคัญซึ่งสั่นคลอนภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ที่ตลาดหลักทรัพย์ต้องระงับให้บริการอีกอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา


อย่างไรก็ตาม ราชปักษาตั้งรัฐมนตรีเพิ่ม 17 ตำแหน่ง โดยยังคงมีเครือญาติและเครือข่ายทางการเมือง “เหลืออยู่บ้าง” พร้อมทั้งยืนยันว่า ตัวเขาและพี่ชาย คือนายมหินทา ราชปักษา จะยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และนายกรัฐมนตรีต่อไป ส่งสัญญาณว่า ผู้นำศรีลังกายังคงไม่ยอมประนีประนอมให้กับหนึ่งในข้อเรียกร้องหลักของผู้ประท้วง นั่นคือการที่พี่น้องราชปักษาและเครือญาติ “ต้องออกไปให้พ้น” จากเส้นทางการเมืองของศรีลังกา


ทั้งนี้ นายนันดาลัล วีระสิงห์ ผู้ว่าการธนาคารกลางศรีลังกา ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พักชำระหนี้ต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งมีกำหนดชำระทั้งสิ้น 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปีนี้ (ราว 135,028 ล้านบาท) และยังมีพันธบัตรอีก 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33,757 ล้านบาท) ซึ่งครบกำหนดชำระในเดือน ก.ค. ที่จะถึง เพื่อหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานะผิดนัดชำระหนี้ โดยระยะเวลาของมาตรการดังกล่าว ขึ้นอยู่กับ ความคืบหน้าในการเจรจากับเจ้าหนี้


ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด ณ เวลานี้ ผู้ว่าการธนาคารกลางศรีลังกากล่าวว่า จะมีการแบ่งสรรไปใช้เพื่อซื้อหาสิ่งของอุปโภคและบริโภคที่จำเป็น โดยเฉพาะอาหารและเชื้อเพลิง.

เครดิตภาพ : REUTERS