หากจะกล่าวถึงความวิจิตรงดงามของ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ ซึ่งเป็นวัดคู่พระนคร คงเป็นภาพที่ติดตาตรึงใจอยู่ในความรู้สึกของผู้คนในสมัยต้นรัตนโกสินทร์เป็นอย่างยิ่ง สะท้อนให้เห็นจากบทกวีนิพนธ์ในสมัยนั้น ที่ล้วนชื่นชมต่อความสวยงามของพระอารามแห่งนี้ซึ่งเปรียบประดุจเมืองสวรรค์ ดังเช่นกวีนิพนธ์ เรื่อง นิราศพระแท่นดงรัง ที่กล่าวถึงวัดโพธิ์ ความตอนหนึ่งว่า โอ้วัดโพธิ์เป็นวัดกษัตริย์สร้าง ไม่โรยร้างรุ่งเรืองดังเมืองสวรรค์” 

วัดโพธิ์ หรือต่อมาคือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นพระอาราม หลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร เดิมเป็นวัดโบราณ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาราวรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ.2231-2246) ในเวลานั้นยังมีฐานะเป็นเพียงวัดราษฎร์เล็กๆ อยู่ในเขตตำบลบางกอก ปากนํ้าเจ้าพระยา เดิมชื่อว่า วัดโพธาราม แต่เป็นที่รู้จักเรียกขานกันทั่วไปในนามว่า วัดโพธิ์

ต่อมาในสมัยธนบุรี เมื่อ พ.ศ.2311 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่นํ้าเจ้าพระยา ครั้งนั้นทรงกำหนดเขตสองฝั่งแม่นํ้าเจ้าพระยาให้อยู่ในเขตกลางเมืองหลวง วัดโพธารามซึ่งอยู่ในเขตพระนครฝั่งตะวันออกของแม่นํ้าเจ้าพระยา จึงได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง และมีพระราชาคณะปกครองนับแต่นั้นเป็นต้นมา  

ครั้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็น พระปฐมบรมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เมื่อ พ.ศ.2325 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายราชธานีมาตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่นํ้าเจ้าพระยา เวลานั้น วัดโพธาราม ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระบรมมหาราชวัง ปรากฏหลักฐานจาก พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ระบุว่า 

เมื่อ พ.ศ.2331 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรเห็นวัดมีความชำรุดปรักหักพังมาก แล้วมีพระราชศรัทธาจะบูรณปฏิสังขรณ์ให้บริบูรณ์งดงามทั้งพระอาราม จึงโปรดให้เริ่มบูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ พระวิหาร พระระเบียง ตลอดจนสิ่งก่อสร้างที่จำเป็นอื่นๆนับแต่ พ.ศ.2336 เป็นต้นมา เมื่อสร้างถาวรวัตถุแล้ว โปรดให้อัญเชิญพระพุทธรูปจากวัดร้างตามหัวเมืองต่างๆ มาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถ พระวิหาร และพระระเบียงชั้นนอก ส่วนชั้นในเขียนเรื่องชาดกห้าร้อยห้าสิบพระชาติ ในการนี้มีพระราชดำริโปรดให้ จารึกเรื่องทรงสร้างวัดพระเชตุพนฯ ครั้งรัชกาลที่ 1 (ปัจจุบันประดับอยู่ที่ผนังพระวิหารทิศพระพุทธโลกนาถ) เป็นจดหมายเหตุ ปรากฏให้อนุชนรุ่นหลังได้เรียนรู้จดจำ นับเป็นจารึกที่เก่าแก่ที่สุด อายุกว่า 200 ปี นอกจากนี้ ยังโปรดให้ จารึกตำรายา และ ปั้นรูปฤาษีแสดงท่าดัดตน ไว้เป็นวิทยาทานแก่ราษฎรที่ศาลารายด้วย หลังการบูรณปฏิสังขรณ์เสร็จสมบูรณ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดงานฉลองพระอารามขึ้นในพ.ศ.2344 พระราชทานนามว่า “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส” (ต่อมาในรัชกาลที่ 4 ทรงแปลงสร้อยนามวัดใหม่เป็นวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม) เป็นพระอารามหลวงที่มีความสำคัญในฐานะเป็นวัดประจำรัชกาล 

ครั้นถึงรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ได้บูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ขึ้นทั้งพระอาราม ในการนี้พระองค์ได้พระราชทานมรดกอันลํ้าค่า โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เหล่าบรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตช่วยกัน ตรวจสอบชำระตำราสรรพวิทยาความรู้ต่างๆ เช่น ตำรากวีนิพนธ์ ตำราแพทย์แผนโบราณ ตำรายา เป็นต้น พิจารณาเลือกสรรแต่ฉบับที่ดี และลงความเห็นว่าถูกต้องแน่นอนแล้ว จารึกลงแผ่นศิลาประดับไว้ตามอาคาร สิ่งก่อสร้างภายในพระอาราม เพื่อเป็นวิทยาทานให้แก่ราษฎรที่ใฝ่รู้สนใจในตำราวิชาการเหล่านี้ จะได้ศึกษาค้นคว้าเล่าเรียนได้กว้างขวางยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงมีคำกล่าวว่า วัดโพธิ์ คือ มหาวิทยาลัยแห่งแรกของเมืองไทย 

เมื่อวันที่ 20-24 เม.ย.2565 รัฐบาล โดย กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดงาน “ใต้ร่มพระบารมี 240 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” ณ พื้นที่รอบเกาะรัตนโกสินทร์ โดยกำหนดให้ วัดพระเชตุพนฯ หรือ วัดโพธิ์ เป็นสถานที่บำเพ็ญกุศลอุทิศถวายสมเด็จบูรพมหากษัตริยาธิราช และทำบุญตักบาตรพระสงฆ์สามเณร 99 รูป พร้อมทั้งเชิญสาธุชนเที่ยววัด ไหว้พระ ยลวัง เรืองโรจน์พบารมีแห่งพระภูมินทร์ ณ วัดพระเชตุพนฯ นับเป็นบุญมหามงคลของพสกนิกรชาวไทย…

……………………………………………

คอลัมน์ : ลานธรรม

โดย : พระสุธีวชิรปฏิภาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ประธานพระธรรมวิทยากรเครือข่ายธรรมะอารมณ์ดี