รู้หรือไม่ว่า พืชอาหารที่ถูกนำมาผลิตเป็นอาหารในปัจจุบัน แม้จะปลูกได้ในปริมาณที่มากและให้ผลผลิตสูงขึ้น แต่คุณค่าทางสารอาหารกลับลดลงโดยที่หลายคนอาจไม่รู้ตัว งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า สาเหตุหนึ่งมาจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งกำลังทำให้คุณภาพของพืชอาหารทั่วโลกเปลี่ยนไปจากเดิม

The Guardian สหราชอาณาจักร เปิดเผยว่าทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ นำโดย ‘อาจารย์สเตร์เร เทอร์ ฮาร์’ ได้ศึกษาเรื่องดังกล่าว ซึ่งถูกตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ‘Global Change Biology’ โดยนำข้อมูลจากงานวิจัยจำนวนมากมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อดูว่าพืชตอบสนองต่อระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างไร ซึ่งผลที่ได้สร้างความประหลาดใจให้กับทีมวิจัย เพราะแม้พืชจะให้ผลผลิตมากขึ้น แต่คุณค่าทางอาหารกลับลดลง โดยเฉพาะธาตุสังกะสี ขณะที่สารปนเปื้อนอย่างตะกั่วกลับเพิ่มขึ้นในพืชบางชนิด

เทอร์ ฮาร์ อธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงผลจากการที่พืชเติบโตเร็วขึ้นจนสารอาหารถูก ‘เจือจางลง’ เท่านั้น แต่ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงลึกของพืช นั่นหมายความว่าพืชบางชนิดกำลังมีคุณค่าทางอาหารเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งอาจทำให้มนุษย์ต้องทบทวนทั้งพฤติกรรมการกินและวิธีการผลิตอาหารใหม่ในอนาคต

อันที่จริง นักวิทยาศาสตร์ทราบมานานแล้วว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ทว่าการเปรียบเทียบผลจากงานวิจัยต่างๆ นั้นทำได้ยาก เพราะแต่ละการทดลองใช้เงื่อนไขไม่เหมือนกัน งานวจัยชิ้นนี้จึงกำหนดจุดอ้างอิงที่ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 350 ส่วนในล้านส่วน ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นระดับที่ปลอดภัยในอดีต แล้วนำไปเปรียบเทียบกับระดับ 550 ส่วนในล้านส่วน ซึ่งคาดว่าอาจเกิดขึ้นภายในปี 2065 วิธีการเช่นนี้ช่วยให้สามารถนำข้อมูลราว 6 หมื่นรายการจากพืชอาหาร 43 ชนิด เช่น ข้าว ข้าวสาลี มันฝรั่ง และมะเขือเทศ มาเปรียบเทียบกันได้อย่างเป็นระบบ

ผลการวิเคราะห์พบว่า เมื่อระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น สารอาหารส่วนใหญ่ในพืชจะลดลงโดยเฉลี่ยมากกว่า 3% และบางชนิดได้รับผลกระทบรุนแรงกว่านั้นมาก ตัวอย่างเช่น ธาตุสังกะสีในถั่วชิกพีอาจลดลงเกือบ 40% ขณะที่พืชอาหารหลักอย่างข้าวและข้าวสาลีมีแนวโน้มสูญเสียทั้งโปรตีน ธาตุเหล็ก และสังกะสีในระดับที่น่ากังวล

นักวิจัยเตือนว่า แนวโน้มที่ปรากฎให้เห็นเช่นนี้อาจนำไปสู่ปัญหาที่เรียกว่า ‘ความหิวซ่อนเร้น’ คือต่อให้คนเรากินอิ่มและได้รับพลังงานเพียงพอแล้ว แต่ร่างกายจะขาดสารอาหารที่จำเป็น ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและประชากรที่พึ่งพาพืชอาหารเป็นหลัก

สิ่งที่น่ากังวลอีกอย่างคือ ปัจจุบันระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศสูงเกิน 425 ส่วนในล้านส่วนแล้ว นั่นหมายความว่า ผลกระทบต่อคุณค่าทางโภชนาการของพืชไม่ได้เป็นเรื่องของอนาคต แต่กำลังเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบันแล้ว

นอกจากนี้ งานวิจัยยังเชื่อมโยงไปถึงระบบเกษตรสมัยใหม่ โดยเฉพาะในประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก มีการปลูกพืชในโรงเรือนจำนวนมาก และมักปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในปริมาณที่สูง เพื่อเร่งผลผลิต แม้ว่าวิธีนี้จะช่วยให้ได้ผลผลิตมากขึ้น แต่ก็อาจต้องแลกมาด้วยคุณค่าทางอาหารที่ลดลง

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะผลของมันอยู่บนจานอาหารของเราแล้ว” เทอร์ ฮาร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในอีกแง่มุมหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญบางรายชี้ว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ‘ไม่ใช่ปัจจัยเดียว’ ที่มีผลต่อคุณค่าทางอาหารของพืช ปัจจัยอื่น เช่น การใช้ปุ๋ยและวิธีการเพาะปลูก ก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาพันธุ์พืชที่ยังคงมีสารอาหารเพียงพอภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

ทว่าเทอร์ ฮาร์ ย้ำว่า เป้าหมายของงานวิจัยไม่ใช่การสร้างความตื่นตระหนก แต่เป็นการช่วยให้สังคมมองเห็นปัญหาอย่างชัดเจนมากขึ้น เพราะการแก้ไขต้องเริ่มจากความเข้าใจ งานวิจัยชิ้นนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งในการศึกษาที่ช่วยอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลต่ออาหารและสุขภาพของมนุษย์อย่างไร