หลังจาก “เดลีโฟกัส” ตามเกาะติดปัญหา “มะพร้าวน้ำหอม” ราคาตกต่ำแบบผิดปกติ ในหลายพื้นที่ตั้งแต่ โดยปัญหาส่วนหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้คือ มีทุนข้ามชาติ ให้ “นอมินี” มาตั้ง “ล้ง” รับซื้อ แบบครบวงจร จนสามารถกดราคาผลไม้ไทย ส่งผลให้เกษตรกรเดือดร้อน กระทั่งตำรวจ ปอศ. เข้าจับกุม “กลุ่มทุนข้ามชาติ” ในพื้นที่ จ.ราชบุรี สวมสิทธิคนไทยเข้าครอบครองธุรกิจเกษตร บิดเบือนราคารับซื้อ จนส่งผลกระทบต่อผลไม้ของไทย ไม่ใช่แค่เพียงมะพร้าาวน้ำหอมเพียงอย่างเดียว ทุเรียน ลำไย ฯลฯ ก็ถูกครอบงำเช่นเดียวกัน ก่อนที่เจ้าของล้งทุเรียนในพื้นที่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร จะออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือจัดการแก้ปัญหาของกลุ่มทุนใหญ่จากจีนที่เข้าบุกตลาดทุเรียนส่งออกครบวงจร โดยเกรงว่าจะทำให้เจ้าของล้งคนไทยได้รับความเสียหาย ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 16 มี.ค. นายยณัฐกฤษฏ์ โอฬารหิรัญรักษ์ รองนายกสมาคมการค้าธุรกิจเกษตรไทย–จีน และผู้ทรงคุณวุฒิสภาเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี เปิดเผยถึงสถานการณ์ธุรกิจรับซื้อและส่งออกทุเรียน หรือ “ล้ง” ในปัจจุบันว่า โครงสร้างตลาดผลไม้ไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยผู้ประกอบการไทยจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการที่มีทุนจากจีนได้ เนื่องจากปัจจัยสำคัญคือเรื่องเงินทุนและเงื่อนไขทางการเงิน

การดำเนินธุรกิจล้งทุเรียนในปัจจุบันต้องใช้เงินทุนสูงมาก โดยทุเรียนหนึ่งตู้คอนเทนเนอร์มีมูลค่าประมาณ 3 ล้านบาท และยังต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนอีกจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการไทยที่มีเงินทุนจำกัดไม่สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการจากจีนที่มีแหล่งทุนขนาดใหญ่สนับสนุน

“ถ้าพูดถึงการแข่งขันตอนนี้ต้องบอกว่าตีศูนย์ได้เลย เราไม่มีอะไรจะไปสู้กับเขาได้ เพราะเงินทุนเขามีมากกว่า” นายณัฐกฤษฏ์กล่าว

ในด้านระบบการเงิน นายณัฐกฤษฏ์กล่าวว่า ผู้ประกอบการจีนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ระดับหลายร้อยล้านบาท ขณะที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญขั้นตอนและเงื่อนไขจำนวนมาก กว่าจะเข้าถึงเงินทุนได้ ซึ่งบางครั้งต้องมีค่าใช้จ่ายล่วงหน้าจำนวนมากก่อนจะได้รับการสนับสนุน สำหรับประเด็นการกดราคาทุเรียนในตลาดนั้น นายณัฐกฤษฏ์มองว่า ไม่สามารถกล่าวได้ชัดเจนว่าเป็นการกดราคาโดยตรง เนื่องจากราคาทุเรียนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งต้นทุนการดำเนินงาน กฎระเบียบ และการแข่งขันในตลาด

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าในเชิงโครงสร้าง ผู้ประกอบการไทยยังเสียเปรียบอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากสัดส่วนการส่งออกทุเรียนไทยที่พึ่งพาตลาดจีนสูงถึง ประมาณ 93% ของการส่งออกทั้งหมด ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามส่งออกไปจีนมากถึงประมาณ 97% ตลาดปลายทางใหญ่สุดคือจีน ดังนั้นสุดท้ายเราก็ต้องทำงานให้ตลาดนั้นอยู่ดี หลายครั้งล้งไทยกลายเป็นเพียงผู้รับจ้างแพ็คสินค้าในประเทศไทยเท่านั้น

นายณัฐกฤษฏ์ ยังสะท้อนว่า ในอดีตประเทศไทยเคยมีล้งไทยจำนวนมาก แต่ปัจจุบันลดลงอย่างมาก จากเดิมที่มีเป็นพันล้ง เหลือเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น เนื่องจากการแข่งขันด้านทุนและโครงสร้างตลาด ขณะเดียวกัน เกษตรกรจำนวนไม่น้อยก็เลือกขายผลผลิตให้กับล้งที่มีเงินสดและจ่ายรวดเร็ว ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการจีนได้รับความนิยมในหมู่เกษตรกรเช่นกัน ในฐานะผู้ประกอบการในธุรกิจล้งมากว่า 30 ปี นายณัฐกฤษฏ์ยอมรับว่า ตนเองก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวเช่นกัน โดยปัจจุบันต้องปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ และบางส่วนต้องให้ผู้ลงทุนจากจีนเข้ามาบริหารจัดการ

“ผมทำธุรกิจนี้มา 30 ปี ก็ถือว่าเป็นผู้แพ้คนหนึ่งในเกมนี้ เพราะต้นทุนและกฎระเบียบมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งก็ทำต่อไม่ไหว” นายณัฐกฤษฏ์ กล่าว

สำหรับแนวทางที่อยากเสนอให้ภาครัฐนั้น นายณัฐกฤษฏ์มองว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีข้อกำหนดและกฎระเบียบจำนวนมาก ซึ่งในบางกรณีอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ และทำให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ยากขึ้น เขาย้ำว่า แม้ทุเรียนไทยยังคงมีศักยภาพในตลาดโลก แต่หากโครงสร้างการแข่งขันยังเป็นเช่นนี้ อนาคตของผู้ประกอบการล้งไทยอาจลดบทบาทลงอย่างต่อเนื่อง “ความรู้ของคนไทยมี แต่วันนี้อำนาจในการแข่งขันลดลง นี่คือปัญหาที่สะท้อนว่าโครงสร้างธุรกิจผลไม้ไทยกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก” นายณัฐกฤษฏ์กล่าวทิ้งท้าย.