การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงเมื่อไหร่ ส่งผลกระทบกับเจ้าของธุรกิจหลายอย่างต้องปิดตัวลงเนื่องจากไม่มีผู้มาใช้บริการ “ธุรกิจคาเฟ่สัตว์เลี้ยง” ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงค่อนข้างสูง เช่นเดียวกันกับร้าน “Smile Dog Cafe” ต.สันกลาง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ที่ก่อนหน้านี้เป็นคาเฟ่ที่มีจุดเด่นเปิดให้ คนรักสุนัขได้สัมผัสกับความน่ารักของสุนัขในร้านร่วม 30 ตัว แต่จากผลกระทบของโควิด-19 ทำให้ทางร้านต้องตัดสินใจปิดกิจการลง ในที่สุดเพราะขาดทุนเดือนละหลายหมื่นบาท

น.ส.วรรณลักษ์ บุญศรีโรจน์ อายุ 28 ปี เจ้าของร้าน “Smile Dog Cafe” บอกถึงสาเหตุของการที่ต้องปิดกิจการและการเปิดให้ผู้สนใจอุปการะน้องหมาว่า จากผลกระทบของการแพร่ระบาดเชื้อไวรสั โควดิ -19 ที่เริ่มมาตั้งแต่ระลอกแรกจนถึงตอนนี้ ระยะเวลาก็ประมาณเกือบ 2 ปีแล้ว ซึ่งทางร้านของตนนั้นก็มีน้องหมาจำนวนมาก รวมไปถึงมีค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียจำนวนมาก ทั้งค่าเช่าที่ ค่าดูแลน้อง ๆ แต่ละตัว รวมไปถึงค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายพนักงานที่ทางร้านไม่สามารถลดได้ เนื่องจากน้องหมาทุกตัวต้องการพี่เลี้ยง ทำให้ทางร้านขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง ประมาณเดือนละ 60,000-70,000 บาท ซึ่งในกรณีนี้ยังไม่รวมกับในกรณีที่น้องหมาไม่ป่วย แต่ถ้ามีค่ารักษาพยาบาลในกรณีที่น้องหมาป่วยก็จะเพิ่มขึ้นไปมากกว่านี้คือประมาณ 80,000-100,000 บาท รวมไปถึงน้องหมาที่อยู่ในร้านต้องอยู่ในสภาพอากาศเย็นที่ทางร้านต้องเปิดแอร์ให้ตลอด 24 ชั่วโมง


เรื่องของการปิดกิจการนั้นตนก็ได้คิดมาสักพักหนึ่งแล้ว โดยในตอนแรกก็คิดว่าจะพยายามประคองกิจการไว้เพราะอย่างน้อยก็ได้ดูแล น้องหมาที่เสมือนกับลูกของตน จนต่อมาจากการที่ร้านขาดทุนมาอย่างต่อเนื่องทำให้ตนไม่สามารถรับภาระที่เกิดขึ้นได้ไหวโดยเฉพาะในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ประกอบกับที่ต้องควักเงินเก็บออกมาใช้ กระทั่งวันนี้ตนต้องตัดสินใจหยุดกิจการลง เนื่องจากยื้อต่อไปไม่ไหวจริงๆ เนื่องจากการเลี้ยงดูน้องหมาที่อยู่ในร้านก็มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ซึ่งในส่วนของตอนนี้น้องหมาที่ตนปล่อยให้มีผู้สนใจมารับอุปการะไปนั้นมีทั้งหมด 18 ตัว ส่วนอีก 10 ตัวที่เหลือตนก็จะนำไปเลี้ยงเองที่บ้าน ส่วนเหตุผลที่ต้องให้คนอื่นนำน้องไปอุปการะบางส่วนนั้น เนื่องจากตนเป็นคนภาคใต้แล้วมาซื้อบ้านอยู่ที่เชียงใหม่ และบ้านที่ซื้ออยู่เป็นบ้านโครงการที่ไม่สามารถเลี้ยงน้องหมาได้จำนวนมาก ทำให้ตนต้องตัดสินใจปล่อยบางตัวไปให้คนอื่นอุปการะเลี้ยงดู


โดยเงื่อนไขของตนนั้นอย่างแรกเลยคืออยากให้คนในพื้นที่ได้สิทธิก่อน และมีคุณสมบัติครบตามที่ตนได้ประกาศไปในเพจ โดยผู้รับอุปการะต้องมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง สถานที่อาศัยมีรั้วรอบขอบชิด และมีพื้นที่ให้น้องหมาวิ่งเล่น และผู้อุปการะเลี้ยงดูต้องมีจิตใจรักน้องหมาอย่างมากสามารถเลี้ยงดูได้ไปตลอดอายุขัย ไม่ทอดทิ้งน้อง และตนจะไม่ให้ฟาร์มนำน้องหมาไปเลี้ยงดูเพื่อการขยายพันธุ์ต่อ รวมทั้งผู้ที่อยากนำน้องไปอุปการะนั้นต้องมีเงินเลี้ยงดูน้อง โดยเฉพาะในเรื่องของค่าใช้จ่ายหลัก เช่น อาหาร วัคซีน แผ่นรองฉี่ และต้องมีเงินสำรองในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลในยามน้องเจ็บป่วย นอกจากนี้ภายหลังการนำน้องไปอุปการะเลี้ยงดูแล้ว ผู้อุปการะต้องส่งความเคลื่อนไหวมาหาที่ร้านในทางแชตเพจ เป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อแจ้งความคืบหน้าด้านความเป็นอยู่ของน้องหมา โดยก่อนการอุปการะน้องไปนั้นจะต้องวางเงินมัดจำค่าตัวน้อง เพื่อเป็นการยืนยันว่ามีความต้องการน้องจริง ๆ และมีเงินพอที่จะเลี้ยงดูน้องหมา รวมไปถึงเรื่องค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ซึ่งหากลูกค้าตรงตามเงื่อนไข และทำตามเงื่อนไขทุกอย่าง เมื่อถึงเวลาตรงตามเงื่อนไข ทางตนก็ยินดีคืนเงินค่ามัดจำทั้งหมดให้

เจ้าของร้าน “Smile Dog Cafe” กล่าวอีกว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ตนก็รู้สึกเสียใจมากที่ต้องตัดสินใจปล่อยให้น้องหมาบางส่วนให้คนอื่นนำไปอุปการะ เนื่องจากตนก็รักน้องหมาทุกตัว เพราะเลี้ยงน้องมาเองทุกตัวตั้งแต่ยังเล็ก ๆ รวมไปถึงบางตัวก็ทำคลอดเองด้วยซ้ำ และรู้สึกผูกพันกับทุกตัว ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ตัดสินใจอยู่นานมาก และหากตนมีบ้านสวนหรือบ้านที่มีพื้นที่กว้างขวางพอก็อยากจะเลี้ยงเองทุกตัว แต่เนื่องจากตอนนี้ทำไม่ได้จริง ๆ รวมทั้งหากน้องหมาที่ปล่อยอุปการะไปได้บ้านใหม่ที่ดีกว่านี้ ก็อาจจะไม่ต้องมาทำงานตรงนี้ เพราะทุกวันนี้น้องก็ต้องมาอยู่ทำงานที่ร้านทุกวัน และตนก็ต้องเปิดใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น และยอมรับผู้อุปการะคนอื่นที่อาจจะเอาน้องไปอยู่ด้วยทำให้น้องมีชีวิตที่ดีขึ้นมากกว่าอยู่กับตน โดยภายหลังจากที่ตนประกาศออกทางเพจและมีกระแสข่าวออกไปนั้นก็พบว่ามีผู้สนใจมาติดต่อขออุปการะน้องหมากันเป็นจำนวนมาก ที่ตนก็ไม่คิดว่าจะมากมายขนาดนี้เพราะตอนแรกตนตั้งใจโพสต์ลงเพจเพียงแค่ต้องการให้คนในพื้นที่ได้ทราบเรื่องและมีสิทธิก่อนเท่านั้นเอง


ทางด้าน น.ส.ชลารินทร์ กันทา หนึ่งในผู้ที่สนใจรับน้องหมาในร้านไปดูแล กล่าวว่า หลังจากที่ตนเห็นทางร้านประกาศ จึงได้ติดต่อจองคิวเข้ามาดูตัวน้องหมา เดิมทีตนเองเป็นคนชอบเลี้ยงสุนัขอยู่แล้วและเป็นลูกค้าประจำของทางร้านด้วย รู้สึกสงสารน้องหมาที่ไม่มีคนมาเล่นด้วยคิดว่าน้องหมาน่าจะเหงา เลยมาขอรับน้องหมาไปเลี้ยง พอวันนี้มาเห็นน้องหมาทำหน้าเหงา บางตัวดีใจที่มีคนมาเล่นด้วย ยิ่งรู้สึกสงสาร จึงอยากจะรับไปอุปการะเลี้ยงดูต่อไป

เหล่าพนักงานตัวน้อยตกงาน เจ้าของยื้อไม่ไหวถึงเวลาปล่อยมือ

สถานการณ์โควิด-19 กระทบกระเทือนไปทุกระดับชั้น โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและงานบริการต่าง ๆ ที่หารายได้จากบุคคลเหล่านั้น แต่วันนี้ไวรัสร้ายได้ทำลายความเชื่อมั่นไปหลาย ๆ อย่าง และประชาชนต้องพึ่งพาตนเอง

วันนี้เราจะเห็นได้ว่า หลายธุรกิจไปต่อไม่ได้อย่างที่เกี่ยวข้องกับหน้าสัตว์เลี้ยงคือ “ธุรกิจคาเฟ่สัตว์เลี้ยง” “สวนสัตว์เอกชน” ที่ตอนนี้เจ้าของกำลังขาดแคลนทุนทรัพย์ในการเลี้ยงดูเหล่าพนักงานตัวน้อย บางคนถึงกับถอดใจเหนื่อยใจ ร้องไห้ กอดเหล่าเพื่อนตัวน้อย ที่ต้องจากลากันไปเพราะว่าต้องปิดกิจการ จากเมื่อก่อนสามารถสร้างรายได้ต่อเดือนอย่างมหาศาล แต่มาวันนี้ถึง 2 ปี แล้ว ธุรกิจก็ยังไม่สามารถเดินต่อได้


เราต้องยอมรับว่า บางคนอาจจะคิดว่า เจ้าของธุรกิจตัดช่องน้อยแต่พอตัว แต่ทุกท่านเคยคิดหรือไม่ว่า หากเจ้าของยังไม่คิดปล่อยมือสิ่งที่ตามมาอาจจะเวทนามากกว่านี้ก็เป็นได้ซึ่งเราได้เห็นจากสื่อโซเชียลต่าง ๆ มากมายว่าตอนนี้คาเฟ่สัตว์ สวนสัตว์เอกชน ปล่อยเหล่าเพื่อนสัตว์เลี้ยงตามมีตามเกิด บางตัวผอมโซ สร้างความตกตะลึงให้กับเหล่านักท่องโลกโซเชียล


ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการทำร้ายทั้งคนและสัตว์เลี้ยง ก็ต้องถึงเวลาแห่งปล่อยมือ ปล่อยเหล่าพนักงานตัวน้อย ไปให้กับเจ้าของใหม่ที่มีศักยภาพในการเลี้ยงพวกเขาเหล่านั้นได้กินอิ่ม นอนหลับมีความสุข และเชื่อเหลือเกินว่าเจ้าของคาเฟ่ทุกคน ก็ไม่อยากปล่อยเหล่าพนักงาน แต่นี้คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วในขณะนี้ “วาไรตี้สัตว์เลี้ยง” ขอเป็นช่องทางในการช่วยเหลือเพื่อนตัวน้อยและเจ้าของธุรกิจสัตว์เลี้ยง หากมีอะไรที่ต้องการกระจายข่าวไปยังเหล่าผู้รักสัตว์สามารถส่งข้อมูลมาได้ที่ pets@dailynews.co.th เราขอเป็นกำลังใจให้เจ้าของธุรกิจทุกท่านและเหล่าพนักงานสี่ขาทุกตัว.

สนั่น เข็มราช/ทิวลิป มหาวงศ์