มอบพระโอสถปราสาททอง อายุ 300 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประทีป การมิตรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้การต้อนรับ หม่อมราชวงศ์ จิยากร อาภากร เสสะเวช ประธานกรรมการมูลนิธิราชสกุลอาภากร ในพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เป็นประธานในพิธีบวงสรวงพระเจ้าปราสาททอง องค์เทพ เทพารักษ์ และมอบ ตำรายาโบราณ พระโอสถปราสาททอง ซึ่งมีอายุกว่า 300 ปี และ ตำรายาหมอพร เล่ม 1 ว่าด้วย พระคัมภีร์อติสารวรรค โบราณะกรรมแลปัจจุบันนะกรรมให้แก่ นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อวงการแพทย์แผนไทย รวมทั้งระบบการสาธารณสุขของประเทศ ตลอดจนการต่อยอดทางการวิจัย พัฒนา และสร้างเศรษฐกิจของประเทศชาติ โดยมี นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี คณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ดร.นันทศักดิ์ โชติชนะเดชาวงศ์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย นพ.ยุทธนา วรรณโพธิ์กลาง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายวิชาญ น้อยโต นายอำเภอนครหลวง ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมให้การต้อนรับ
หม่อมราชวงศ์ จิยากร อาภากร เสสะเวช ประธานกรรมการมูลนิธิราชสกุลอาภากร ในพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ กล่าวว่า ทางมูลนิธิฯ มีความประสงค์มอบตำรายาโบราณของหมอพรทรงรวบรวมไว้ จำนวน 2 รายการตำรา ได้แก่ ตำรายาหมอพร เล่ม 1 ว่าด้วย พระคัมภีร์อติสารวรรคโบราณะกรรมแลปัจจุบันนะกรรม 92 ตำรับ และตำรายาโบราณ พระโอสถปราสาททอง จำนวน 67 ตำรับ เป็นเอกสารโบราณประเภทสมุดไทยดำ ที่สืบทอดมากว่า 300 ปี สมัยสมเด็จพระนารายณ์และเป็นหนึ่งในจำนวนตำรา 15 เล่ม ประเภททสมุดไทย ของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงรวบรวมและเรียบเรียงขึ้น เป็นตำรับยาแผนไท ใช้รักษาโรค ส่งมอบเพื่อให้กรมฯ บริหารจัดการปริวรรต ถ่ายถอด ปรับปรุง พัฒนา อันจะเป็นประโยชน์ทางการแพทย์และสาธารณสุข ต่อสุขภาพของประชาชนและเศรษฐกิจประเทศชาติ และในปี 2566 นี้ จะได้จัดพิมพ์ “ตำราพระโอสถปราสาททอง” เผยแพร่และมอบเป็นของที่ระลึก เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี แห่งวันสิ้นพระชนม์ ของพลเรือเอกพระเจ้า บรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งตรงกับวันที่ 19 พฤษภาคม 2566 อีกด้วย (เผอิญ – วุฒิภัทร ไทยสม / อยุธยา)

ปีใหม่ ชีวิตวิถีใหม่ ขับขี่อย่างปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ
วันที่ 14 ธันวาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ห้องประชุม ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2566 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี นายไพรัตน์ เพชรยวน รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายกฤษณ์ แก้วทองหลาง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ตำรวจ และหน่วยงานภาคีเครือข่าย เข้าร่วมประชุม
โดยก่อนเริ่มการประชุม ประธานฯ ได้อ่านสาร พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ด้วยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2556 กำหนดให้วันอาทิตย์สัปดาห์ที่สามของเดือนพฤศจิกายนของทุกปีเป็น “วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน” (World Day of Remembrance for Road Traffic Victims) ตามที่องค์การสหประชาชาติกำหนด เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาอุบัติเหตุทางถนน เข้าใจถึงผลกระทบ รับรู้ถึงความสูญเสีย รวมทั้งตระหนักถึงสิ่งที่ต้องดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้อุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้น
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบหัวข้อในการรณรงค์ “ชีวิตวิถีใหม่ ขับขี่อย่างปลอดภัย ไร้อุบัติเหตุ” และแผนการดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ประกอบด้วย ช่วงการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ ระหว่างวันที่ 1-21 ธันวาคม ที่ผ่านมา และช่วงดำเนินการ ระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม 2565 – 11 มกราคม 2566 ได้กำหนดการดำเนินงานในช่วงก่อนควบคุมเข้มข้น วันที่ 22 – 28 ธันวาคม 2565 ช่วงควบคุมเข้มข้น วันที่ 29 ธันวาคม 2565 – 4 มกราคม 2566 และช่วงหลังควบคุมเข้มข้น วันที่ 5 – 11 มกราคม 2566 รวมทั้งแนวทางการขับเคลื่อน และติดตามประเมินผลการป้องกัน และลดอุบัติเหตุทางถนนในระดับพื้นที่ เพื่อใช้เป็นแนวทางดำเนินการป้องกัน และลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2566 ให้เป็นรูปธรรม ภายใต้มาตรการด้านบริหารจัดการ มาตรการลดปัจจัยเสี่ยงด้านคน เช่น การบังคับใช้กฎหมาย มาตรการลดปัจจัยเสี่ยงด้านพาหนะ มาตรการลดปัจจัยเสี่ยงด้านถนนและสิ่งแวดล้อม และมาตรการด้านการช่วยเหลือหลังเกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น
โดยจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะทำพิธีเปิดศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2566 ในวันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม 2566 ณ หมวดทางหลวงบางปะอิน ถนนสายเอเซีย อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (เผอิญ – วุฒิภัทร ไทยสม / อยุธยา)

ผู้ว่าฯอยุธยา เปิดงานวันคนพิการสากล
วันที่ 15 ธันวาคม.2565 ณ หอประชุมพระพิรุณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์หันตรา นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย นางวัชราภรณ์ รุ่งสาคร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานเปิดงานเนื่องในวันคนพิการสากล ประจำปี 2565 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางสาวนฤมล พงษ์สุภาพ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการเหล่ากาชาดฯ ผู้ประกอบการ ผู้พิการ ผู้ดูแลคนพิการ และประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมงานกว่า 1,200 คน
นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า เนื่องในวันคนพิการสากล ประจำปี 2565 รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญของคนพิการที่มีต่อสังคม จะเห็นได้จากกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ ได้มีการปรับปรุงเพื่อให้คนพิการได้รับสิทธิความเป็นธรรม ความเท่าเทียม เช่น การให้คนพิการทุกคนได้รับเบี้ยความพิการ การส่งเสริมให้มีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ การขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการ ตลอดจนการส่งเสริมให้มีการจ้างงานคนพิการในสถานประกอบการทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สำหรับหัวข้อการจัดงานในวันนี้ คือ “การปฏิรูปสู่การพัฒนาเพื่อคนทั้งมวล : พลังนวัตกรรมสู่โลกที่เข้าถึงได้และเป็นธรรม” ซึ่งเน้นเรื่องการส่งเสริมให้คนพิการได้สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการต่างๆ ได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ทั้งนี้ จังหวัดพร้อมที่จะให้การสนับสนุนและให้กำลังใจคนพิการทุกคน หากมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ต้องการให้จังหวัดช่วยเหลือ ขอให้แจ้งผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือผู้นำเครือข่ายคนพิการ เพื่อดำเนินการให้การช่วยเหลือต่อไป
ปัจจุบัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีคนพิการทั้งสิ้น 23,690 คน คิดเป็นร้อยละ 2.85 ของประชากรทั้งจังหวัด ซึ่งคนพิการถือเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าของสังคม และทุกภาคส่วนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมและพัฒนาคนพิการ เพื่อให้คนพิการสามารถช่วยเหลือตนเองได้และอยู่ร่วมกัน ในสังคมได้อย่างปกติสุข (วุฒิภัทร ไทยสม / อยุธยา)

ผู้ว่าฯอยุธยา ตรวจเยี่ยม เรือนจำอยุธยา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ เรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตรวจเยี่ยมและรับฟังผลการดำเนินงานของเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในด้านปัญหา อุปสรรค และแผนการในการพัฒนาเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี นายเทวพงศ์พันธ์ เมืองยม ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย ผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ร่วมให้การต้อนรับและบรรยายสรุป(ศูนย์ข่าวภาคกลาง)

ผู้ว่าฯ สิงห์บุรี เปิดงานวันดินโลก
วันที่ 19 ธันวาคม 2565 เวลา 10.00 น. นายสุพจน์ ยศสิงห์คำ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานเปิดงานวันดินโลก (World Soil Day) ประจำปี 2565 “Soils, where food begins: อาหารก่อกำเนิด เกิดจากดิน” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเชิดชูพระเกียรติในฐานะทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม พระองค์แรกของโลก ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริด้านการจัดการทรัพยากรดินเพื่อการเกษตรผ่านโครงการพระราชดำริต่างๆ จนเป็นที่ประจักษ์และยอมรับไปทั่วโลก โดยมี นายสัมฤทธิ์ กองเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายละมาตย์ ทะคง ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินสิงห์บุรี นายอำเภอเมืองสิงห์บุรี เครือข่ายเกษตรกร หมอดินอาสาและประชาชนในพื้นที่ ร่วมงาน ณ สถานีพัฒนาที่ดินสิงห์บุรี หมู่ที่ 3 ตำบลบางมัญ อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี
สำหรับการจัดงานวันดินโลก ปี 2565 ภายใต้แนวคิด “Soils, where food begins : อาหารก่อกำเนิด เกิดจากดิน” เพื่อสร้างการรับรู้และให้ความสำคัญของการสร้างสุขภาพดินที่ดี ซึ่งจะส่งผลถึงความมั่นคงและปลอดภัยทางอาหารสิ่งแวดล้อมที่ดี ตามแนวคิด One Health ซึ่งกิจกรรมภายในงานมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ประกอบด้วย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” นิทรรศการวิชาการด้านดิน ประวัติความเป็นมาของวันดินโลก นิทรรศการตามภารกิจของหน่วยงานภายในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การนำเสนอผลการดำเนินงานของธนาคารปุ๋ยอินทรีย์บ้านหนองโขลง ผลิตภัณฑ์สินค้าทางการเกษตรของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ PGS จังหวัดสิงห์บุรี และการมอบใบประกาศนียบัตรแก่หมอดินอาสา ซึ่งการจัดงานเป็นไปตามมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข (อำนาจ สุขเย็น / สิงห์บุรี)

ผู้ว่าสิงห์บุรี มอบรองฯ ติดตามผ้าไทย
วันที่ 16 ธันวาคม 2565 เวลา 17.00 น. นายสุพจน์ ยศสิงห์คำ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี/นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี / ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสิงห์บุรี มอบหมายให้ นายสัมฤทธิ์ กองเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี นางจิราภรณ์ กองเงิน รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี/รองประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสิงห์บุรี เยี่ยมชมโครงการเทศกาลไหมไทย 2565 (The Thai Silk Festival 2022) ณ ห้องเพลนารีฮอล์ (Plenary Hall) 1-2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร โดยในงานมีการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไทยร่วมสมัย ผ้าไทยลายอัตลักษณ์ 4 ภาค ผ้าไทยจากโครงการศิลปาชีพ และผ้าไทยโดยการออกแบบของดีไซน์เนอร์ชั้นนำของประเทศ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมนาถพันปีหลวง ด้านการฟื้นฟู ส่งเสริม พัฒนาเรื่องผ้าไทย นิทรรศการพระกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพผ้าไทย นิทรรศการให้ความรู้เรื่องไหม และการสาธิตการทอผ้าด้วยเทคนิคต่างๆ (อำนาจ สุขเย็น / สิงห์บุรี)

สมาคมสื่อ ช่วยเหลือสมาชิกฯ
นายเผอิญ ไทยสม หัวหน้าศูนย์ข่าวเดลินิวส์ ภาคกลาง , นายกสมาคมผู้สื่อข่าว หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ พระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยสมาชิกสมาคมฯ ร่วมมอบเงินสวัสดิการให้กับ นายชาญ ชูกลิ่น สมาชิกสมาคมฯ, ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ อยุธยา ที่มารดา นางฉลวย ชูกลิ่น อายุ 95 ปี เสียชีวิตด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา ณ วัดบ้านสร้าง อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีนักร้องเพลงแหล่ ทศพล หิมพานต์ มาร่วมงานด้วย (ศูนย์ข่าวภาคกลาง)

คนอุทัย ชวนพ่อแม่ พาลูกหลาน รับวัคซีน
วันที่ 13 ธันวาคม 2565 ที่สนามบาสเกตบอล เทศบาลเมืองอุทัยธานี นายอลงกต วรกี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี เป็นประธานเปิดกิจกรรมรณรงค์ฉีดวัคซีน COVID-19 “คนอุทัย ชวนพ่อแม่ พาลูกหลานรับวัคซีน”โดยมี ว่าที่ร้อยตรีดนัย พิทักษ์อรรณพ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุทัยธานี นางสาวปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี ส่วนราชการ และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรม
จากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ภายหลังการประกาศ เป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวัง มีการผ่อนคลายมาตรการและมีการจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มคน การติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จังหวัดอุทัยธานีข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 3 ธันวาคม 2565 มีผู้ป่วยรักษาตัวในโรงพยาบาล 11,092 คน ผู้ป่วย ATK เป็นบวก 35,993 คน เสียชีวิต 100 คน ซึ่งมีแนวโน้มพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ และติดเชื้อซ้ำเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการควบคุมป้องกันโรคกระทรวงสาธารณสุขจึงมีนโยบายฉีดวัคซีนโควิด 19 ให้กับประชาชน ทุกคน ทุกกลุ่มเป้าหมาย ได้เข้าถึงวัคซีนที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความรุนแรงของการเจ็บป่วย และเสียชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค หญิงตั้งครรภ์ รวมทั้งเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 4 ปี จังหวัดอุทัยธานีได้ให้บริการฉีดวัคซีนแล้วเป็นจำนวนทั้งสิ้น 533,153 โดส จำแนกเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม ร้อยละ 72.26 และมีผู้ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นอย่างน้อย 1 เข็ม ร้อยละ 33.03
ซึ่งผลงานยังไม่ได้ตามเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุขที่กำหนดให้ประชาชนได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 (เข็มกระตุ้น) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 อีกทั้งมีข้อมูลทางวิชาการสนับสนุนว่าการได้รับวัคซีนอย่างน้อย 4 เข็ม จะลดการเจ็บป่วยรุนแรงและเสียชีวิตจากโรคได้ถึงร้อยละ 89 ซึ่งสอดคล้องกับ ข้อมูลผู้เสียชีวิตของจังหวัดอุทัยธานี พบว่าร้อยละ 70 ของผู้เสียชีวิตไม่ได้รับวัคซีน อีกทั้งผู้ป่วยมีอาการรุนแรงต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นร้อยละ 71.35 ด้วยเหตุนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุทัยธานี จึงได้ดำเนินการจัดกิจกรรมรณรงค์ฉีดวัคซีน COVID-19 “คนอุทัย ชวนพ่อแม่ พาลูกหลาน รับวัคซีน” ขึ้นโดยดำเนินการให้บริการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน ณ เทศบาลเมืองอุทัยธานี และหน่วยบริการสาธารณสุขในจังหวัดทั้งภาครัฐและเอกชนพร้อมกัน ระหว่างวันที่ 13-16 ธันวาคม 2565 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับประชาชนชาวอุทัยธานีอย่างครอบคลุม พร้อมรับสถานการณ์หากเกิดการระบาดในพื้นที่ และเน้นย้ำให้ประชาชนยังคงเคร่งครัดมาตรการ DMHT เว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และตรวจ ATK เมื่อมีอาการทางระบบหายใจ เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ชนม์สวัสดิ์ ทองโพธิ์งาม / อุทัยธานี)

อยุธยา จัดทำแผนพัฒนา อยุธยาเมืองอัจฉริยะ
วันที่ 15 ธันวาคม 2565 ณ ห้องประชุมนนทรี ชั้น 8 อาคารเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์พระนครศรีอยุธยา หันตรา นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มอบหมายให้ นายกกชัย ฉายรัศมีกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การจัดทำแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Ayutthaya Smart City) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี นายสิทธิวีร์ วรรณพฤกษ์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ภาคการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท่องถิ่น ภาคเอกชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จำนวน 120 คน ในการร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Ayutthaya Smart City) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
ด้าน นายกกชัย ฉายรัศมีกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งสอดคลองกับยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 การขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 และแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย โดยให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดทำแผนพัฒนาระดับพื้นที่ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ของตนเอง และบูรณาการแผนให้มีความเชื่อมโยงสอดคล้องกันในทุกระดับเป็นแผนเดียวกัน ตั้งแต่ ท้องถิ่น อำเภอ จังหวัด จนถึงกลุ่มจังหวัด ในการบริหารงานและการจัดทำบริการสาธารณะในรูปแบบและช่องทางดิจิทัล ด้วยการบริหารจัดการและการบูรณาการข้อมูลภาครัฐ เพื่อให้การทำงานมีความสอดคล้องเชื่อมโยงกันอย่างมั่นคงปลอดภัย และมีธรรมาภิบาล อันจะก่อให้เกิดการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพและความสะดวกในการเข้าถึงการบริการของประชาชน และภาคเอกชน พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลภาครัฐต่อสาธารณชน เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอีกด้วย (เผอิญ – วุฒิภัทร ไทยสม / อยุธยา)

อยุธยาซิตี้พาร์ค จัดพิธีทำบุญศูนย์การค้าฯ
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม 2565 คุณณรงค์ ด่านชัยวิโรจน์ ประธานคณะกรรมการบริหาร พร้อมด้วย คุณปราณี ด่านชัยวิโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค เป็นประธานในพิธีทำบุญประจำปี 2565 เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับศูนย์การค้าฯ โดยได้นิมนต์ พระเทพวัชรจริยาจารย์ เจ้าคณะอำเภอบ้านแพรก และเจ้าอาวาสวัดกษัตราธิราชวรวิหาร เจริญพระพุทธมนต์ชัยคาถา โดยมี พ.ต.อ.อำนวยพันธ์ นิลน้อย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยา ร.ต.ต.ธานี โพธิ์ชีพันธ์ รองนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองอโยธยา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน ร่วมงาน รับบุญด้วยกัน ที่ชั้น 2 หน้า The Hall @Ayutthaya City Park (วุฒิภัทร ไทยสม / อยุธยา)

ขนส่งสระบุรี ยกระดับคุณภาพเดินรถโดยสารประจำทาง
วันอังคารที่ 20 ธันวาคม 2565 ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดสระบุรี นายผล ดำธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการนำร่องการยกระดับคุณภาพการเดินรถโดยสารประจำทางในเขตเมืองสระบุรี ระยะที่ 2”
นายสุชัย เลยะกุล ขนส่งจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า จากปัญหาผู้ใช้บริการรถโดยสารประจำทางในจังหวัดสระบุรีมีปริมาณผู้ใช้บริการลดลงไปมากกว่า 6 ล้านคน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนส่ง และคุณภาพบริการ ได้แก่ความตรงเวลา สภาพตัวรถ การให้บริการ และความสุภาพของพนักงาน ทำให้สำนักงานขนส่งจังหวัดสระบุรี ต้องหาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่ให้ขยายวงกว้างมากขึ้น ประกอบกับทางรัฐบาล โดย ฯพณฯ พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้กระทรวงคมนาคมพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง เพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคช่วงกรุงเทพฯ – หนองคาย โดยในระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ – นครราชสีมา ซึ่งกำหนดให้จัดตั้งสถานีรถไฟความเร็วสูงในพื้นที่จังหวัดสระบุรีด้วย
ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องเร่งพัฒนาระบบการขนส่งสาธารณะเพื่อทำหน้าที่เป็นระบบสนับสนุนให้แก่ผู้ใช้บริการรถไฟความเร็วสูงในอนาคต จึงริเริ่มให้มีโครงการศึกษาความเหมาะสมในการยกระดับคุณภาพการเดินรถโดยสารประจำทางในเขตเมืองสระบุรี ในระหว่างปี พ.ศ. 2561-2562 เพื่อทดลองนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาการให้บริการให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลการเดินทาง และติดตามตำแหน่งรถตามช่วงเวลาจริง (Real Time) ได้ทาง Smart Phone พร้อมทั้งพัฒนาระบบบริหารจัดการเดินรถ และพัฒนาต่อเนื่องโดยจัดทำโครงการนำร่องการยกระดับคุณภาพการเดินรถโดยสารประจำทางในเขตเมืองสระบุรี ระยะที่ 2 (Smart Bus II) ในระหว่างปี พ.ศ. 2563-2566 โดยพัฒนาระบบการให้บริการและระบบบริหารจัดการเดินรถให้สามารถกำกับการเดินรถด้านคุณภาพ ความตรงเวลา จำนวนรถ จำนวนเที่ยว เพียงพอกับความต้องการใช้บริการ การเดินรถตามเส้นทางการเดินรถ โดยสามารถรายงานผลในรูปแบบ Business Intelligence และความปลอดภัย ความเร็ว อาชญากรรมการติดตั้งกล้อง CCTV ภายในรถและป้ายโดยสารอัจฉริยะ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐและภาคเอกชน จากการประเมินผลโครงการฯ ผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจคิดเป็นร้อยละ 81.0 จำนวนเรื่องร้องเรียนรถโดยสารสาธารณะลดลงคิดเป็นร้อยละ 95และผู้ประกอบการขนส่งมีความพึงพอใจ คิดเป็นร้อยละ 100 รวมถึงทำให้ได้หลัก 6S เพื่อนำไปใช้พัฒนาขยายผลต่อเนื่องทั้งในจังหวัดสระบุรีและจังหวัดอื่นๆ ดังนี้ Smart Information คือการให้ข้อมูลการเดินทางที่ SMART ให้แก่ผู้ใช้บริการ Smart Reserve and Smart Payment คือการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการ ได้แก่ การจ่ายเงิน E-Wallet และการสำรองที่นั่ง Smart Monitoring คือการปรับปรุงประสิทธิภาพระบบกำกับการเดินรถ ด้านคุณภาพและความปลอดภัย Smart Co-operation คือการให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้ามามีส่วนรวม Smart Transportation Businesses คือการพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการขนส่ง ให้มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีกำกับการเดินรถด้านคุณภาพและความปลอดภัยสามารถบริการจัดการเดินรถให้สอดคล้องกับความต้องการใช้บริการ Smart Bus คือการนำรถโดยสารคุณภาพดีมาให้บริการเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต (วิรัตน์ เดชะวราฤทธิ์ / สระบุรี)

พิธีเปิดโครงการ 1 จังหวัด 1 Sport Event ลพบุรี
นางเพชรรัตน์ เลิศรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ 1 จังหวัด 1 Sport Event “การแข่งขัน Lopburi Petanque Knockout” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ณ สนามเปตองชั่วคราว เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ทั้งนี้สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลพบุรี จัดขึ้นเพื่อส่งเสริม Sport Tourism การใช้กิจกรรมกีฬาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ อีกทั้งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในจังหวัด หลังจากที่เราได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตลอดจนเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชน เนื่องจากนักกีฬามาจากทั้งในจังหวัดลพบุรีและต่างจังหวัด ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดลพบุรี และยัง เป็นการสนับสนุนให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทุกวัย มีส่วนร่วมในกิจกรรมการออกกำลังกาย เล่นกีฬา ตระหนักถึงประโยชน์ที่จะได้รับต่อสุขภาพ ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา (กฤษณพงศ์ อยู่รอด – ธนพล อาภรณ์พงษ์ / ลพบุรี)

นครปากเกร็ด ขอบคุณภาคีเครือข่าย
วันที่ 21 ธันวาคม 2565 นายวิชัย บรรดาศักดิ์ นายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด เป็นประธานในการเปิดโครงการส่งเสริมความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลให้แก่ชุมชน หลักสูตร “การส่งเสริมความรู้ พัฒนาต่อยอดความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัล” โดยเป็นการอบรมให้กลุ่มเป้าหมายที่เป็นภาคีเครือข่าย หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และประชาชน ได้เรียนรู้เกี่ยวกับหลักการ เทคนิคและวิธีการปฏิบัติในการพัฒนาและต่อยอดความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของโครงการนวัตกรรมที่เทศบาลนครปากเกร็ดดำเนินการพัฒนาขึ้น ณ ห้องบอลรูม เอ โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น พลัส แวนด้าแกรนด์ ตำบลคลองเกลือ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
จากการปฏิบัติงานด้วยความมุ่งมั่นของคณะผู้บริหาร พนักงาน เจ้าหน้าที่ ประชาชน และภาคีเครือข่าย ที่ร่วมกันพัฒนาระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชากร 2 แสนคน ในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบ 36.04 ตารางกิโลเมตร 5 ตำบล 34 หมู่บ้าน 66 ชุมชน อย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เทศบาลนครปากเกร็ดได้รับรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดี รางวัลที่ 1 ประเภททั่วไป เทศบาลขนาดใหญ่ (เทศบาลนครและเทศบาลเมือง) โดยนำเสนอโครงการนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัล คือ โครงการยกระดับความปลอดภัยในเขตเทศบาลนครปากเกร็ด ด้วยการพัฒนาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ในการรวบรวม จัดการ และวิเคราะห์ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ ด้วยตำแหน่งที่ได้จากระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ภายใต้วัตถุประสงค์ในการช่วยแก้ปัญหา และลดปัญหาการก่อเหตุ การป้องกันตั้งแต่ต้นทาง สร้างความสงบเรียบร้อยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ
ทั้งนี้ นายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด จะร่วมมอบหนังสือขอบคุณภาคีเครือข่าย สร้างพลังความร่วมมือสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงการแถลงข่าวเปิดตัวการพัฒนาและต่อยอดโครงการนวัตกรรม จำนวน 2 โครงการ ได้แก่
1. ตู้คีออส :ตู้ – แตะ – ตอบ One Touch To Pakkret เทศบาลนครปากเกร็ด อยู่ใกล้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ลักษณะการใช้งานเป็นตู้คีออส ที่ใช้ในการเชื่อมต่อกับศูนย์กล้องโทรทัศน์วงจรปิด CCTV เทศบาลนครปากเกร็ด ระยะไกล Pakkret CCTV Tele Link เป็นระบบนำร่อง โดยจะติดตั้งไว้ที่สถานีตำรวจภูธรปากเกร็ด (เป็นจุดแรก) เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการ ติดต่อพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ข้อมูลกลางความปลอดภัยของเทศบาลนครปากเกร็ด ในการขอดูภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน ไม่มีวันหยุด โดยการให้บริการจะอยู่ในรูปแบบออนไลน์ 100 % ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ นับเป็นหน่วยงานราชการหน่วยงานแรกในประเทศไทยที่สามารถให้บริการในรูปแบบนี้ได้ และในระยะต่อไปจะขยายงานบริการในลักษณะนี้ ไปในทุกๆงานบริการของเทศบาลล และขยายพื้นที่จุดติดตั้งให้ครอบคลุมทั่วทั้งเขตพื้นที่เทศบาล
2. โครงการเยาวชนลมหายใจ (ห้องเรียนปลอดฝุ่น) – จากปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่สร้างผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์อย่างมหาศาล โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง “เด็ก” เทศบาลนครปากเกร็ดจึงริเริ่มในการสร้างพื้นที่ปลอดภัย ปลอดฝุ่นให้แก่ลูกหลานของชาวปากเกร็ด โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นำร่องให้กับโรงเรียนในเขตพื้นที่เทศบาลนครปากเกร็ด ได้แก่ โรงเรียนผาสุกมณีจักรมิตรภาพที่ 116 นครปากเกร็ด 2 เพื่อร่วมกันวิจัยปัญหาของฝุ่นที่มีผลต่อสุขภาพของเด็ก โดยงานวิจัยดังกล่าวจะเป็นรูปแบบที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย และผลที่ได้จะใช้เป็นทิศทางในการแก้ปัญหาในระดับสากลต่อไป (สมคิด – สมนึก ลือประดิษฐ / นนทบุรี)

กลุ่มชาติพันธุ์ชมภาพยนตร์โขน
ที่โรงภาพยนตร์ เอสเอฟ ซีเนม่า โรบินสันไลฟ์สไตล์ลพบุรี นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี นำส่วนราชการต่างๆทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน กลุ่มชาติพันธุ์ และประชาชน เข้าร่วมรับชม “โขนภาพยนตร์ HANUMAN WHITE MONKEY” ซึ่งกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับบริษัท สหศีนิมา จำกัด และกระทรวงวัฒนธรรมดำเนินการจัดโครงการผลิตโขนภาพยนตร์ HANUMAN White Monkey ขึ้น ซึ่งเกิดจากแนวคิด “Goes Digital โลกเปิดเราปรับ ประเทศเปลี่ยน”โดยการผสมผสานศิลปะการแสดงวัฒนธรรมแบบเดิมที่เกิดขึ้นบนเวทีกับเทคนิคทางด้านดิจิทัลคอมพิวเตอร์กราฟิกและเทคนิคพิเศษของภาพยนตร์ มาสร้างสรรค์เพื่อสร้างเสริมแรงบันดาลใจและจินตนาการให้กับเรื่องราวของโขนรามเกียรติ์ ในรูปแบบของโขนภาพยนตร์เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ชมยุคใหม่ อีกทั้งเพื่อเป็นการเผยแพร่เอกลักษณ์ของศิลปะการแสดงประจำชาติของไทยไปสู่สากล
นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี กล่าวภายหลังรับชมภาพยนตร์ ว่า น่าดีใจที่มรดกทางวัฒนธรรมด้านศิลปะการแสดงที่เรียกว่า “โขน” ซึ่งเป็นการแสดงชั้นสูงของไทยแต่โบราณ นำมาปรับให้เข้ากับรสนิยมของคนรุ่นใหม่โดยใช้เทคนิคพิเศษทางด้านดิจิทัลและคอมพิวเตอร์กราฟิคมาช่วยแต่งเติม เสริมสร้างจินตนาการให้บทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์มีความสนุก ตื่นตาตื่นใจ เป็นการพัฒนาก้าวสำคัญอีกขั้นหนึ่งที่จะนำศิลปวัฒนธรรมไทยเผยแพร่สู่สากลในรูปแบบภาพยนต์ และที่สำคัญเป็นพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่จะให้ศิลปวัฒนธรรมไทยคงอยู่คู่ชาติไทยสืบไป (กฤษณพงศ์ อยู่รอด – ธนพล อาภรณ์พงษ์ / ลพบุรี)



