ปฏิเสธไม่ได้ว่า คดีร้อนคดีร้าย ที่ถูกจับตามากที่สุดอีกคดีหนึ่งในเวลานี้คือ คดีฮั้วเลือก สว. หลังผ่านการเลือก สว. มาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2567 จนถึงบัดนี้ การสอบสวนยังถูก ลากยาวแบบมองหาบรรทัดจบไม่เจอ
ต้องยอมรับว่า สว. คือ ฐานบัลลังก์สำคัญ เพราะ สว.มีอำนาจเลือกผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ เช่น กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งปูทางให้ สว. แปลงร่างเป็น เกราะป้องกันคดีความทางการเมือง ได้
กระบวนการสอบคดีฮั้ว สว. ไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาททางกฎหมายธรรมดา แต่เป็นภาพสะท้อนชัดเจนของโครงสร้างอำนาจ ที่พยายามยื้อเวลา บิดเบือนกระบวนการ และทดสอบขีดจำกัดของความอดทนของสังคมไทยแบบไม่อายสายตาใคร
“ดาวฤกษ์” มองว่า นอกจากข้อกล่าวหาว่ามีการจัดตั้งเครือข่ายเลือก สว. แล้ว ยังมีความผิดปกติของกระบวนการตรวจสอบ ที่ดูเหมือนจะ เดินหน้าแต่ไม่คืบหน้า ยิ่งตรวจสอบ ยิ่งพบความคลุมเครือ และยิ่งตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วมีความพยายามถ่วงเวลา เพื่ออะไร?
หัวใจของปัญหา อยู่ที่การตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ซึ่งไม่ใช่แค่ “คณะพิเศษ” ธรรมดา แต่เป็นจุดเปลี่ยนของคดี เพราะผลสรุปของคณะนี้กลับเลือก ยกคำร้อง
ทั้ง ๆ ที่คณะไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งทำงานร่วมกับ DSI ใช้เวลา 120 วัน ตรวจเอกสารกว่า 90,000 หน้า และสอบพยานกว่า 100 ปาก มีความเห็นให้ ยื่นฟ้อง ผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการฮั้วเลือก สว. โดยลักษณะพฤติการณ์ มีทั้ง การนัดหมาย การจัดทำโพย การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ และเส้นทางการเงิน
จากความเห็นที่แตกออกเป็น 2 ขั้ว สะท้อนความขัดแย้งของความจริงสองชุด ทั้งที่อยู่ในระบบเดียวกัน
คำถามที่เกิดขึ้นคือ มาตรฐานอยู่ตรงไหน หรือแท้จริงแล้วไม่มีมาตรฐานเดียวกันตั้งแต่ต้น
ล่าสุด นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชิตกุล แกนนำกลุ่มสว.สำรอง ออกมาเปิดเผยภายหลังยื่นแฟ้มหลักฐานลับสำคัญ ให้กับ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน)
โดยนายอัครวัฒน์ ระบุว่า หลักฐานลับสำคัญที่นำมาครั้งนี้คือ ใบสั่ง ต้องเลือก สว. 138 คน ความเชื่อมโยงกับบุคคลระดับสูง ซึ่งตนเก็บมาเกือบ 2 ปี ขอเรียกร้องให้ กกต.ออกมาชี้แจงให้สังคมรับทราบว่าได้คะแนนเหล่านี้มาอย่างไร ขอให้รีบทำสำนวนเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด และโปร่งใสโดยนำสำนวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ส่งศาลฎีกาโดยเร็ว
แม้ กกต. จะงัดคำพิพากษาของศาลเป็นหลังพิง โดยชี้แจงว่า การพกโพยไม่ผิดกฎหมาย และวางไทม์ไลน์ ประชุม 12 นัด ทุกวันจันทร์ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน–สิงหาคม 2569 เพื่อตรวจสอบเอกสารหลักฐานทั้งหมด โดยยืนยันว่าไม่แช่แข็งคดี
แต่สิ่งที่สำคัญคือ คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ 229 ผู้ถูกกล่าวหา หรือ 138 รายชื่อในโพย สิ่งที่ใหญ่กว่านั้นคือ ประเทศไทยยังมีระบบตรวจสอบที่เป็นอิสระและน่าเชื่อถือจริงหรือไม่ หรือระบบตรวจสอบกำลังถูกครอบงำโดยเครือข่ายอำนาจที่สามารถออกแบบผลลัพธ์ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
หาก กกต. ยังปล่อยให้ความคลุมเครือดำรงอยู่คำตัดสินใด ๆ ที่ออกมาอาจไม่สามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นได้อีก และนั่นจะเป็นความเสียหายที่ใหญ่กว่าคดีฮั้ว สว. หลายเท่า.
“ดาวฤกษ์”



