มีไม่กี่รัฐบาลที่กล้าปฏิรูประบบราชการ แต่รัฐบาลที่ปฏิรูปสำเร็จ มีน้อยยิ่งกว่า ประโยคนี้น่าจะสะท้อนภาพรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” ในเวลานี้ได้ดีที่สุดว่าต้องเผชิญกับ ชนวนเดือด หลายริกเตอร์

หลัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดแนวคิด เดินหน้าโครงการเออร์ลีรีไทร์ ลดขนาดกำลังคนภาครัฐ เปลี่ยนระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการใหม่ไปสู่ระบบสุขภาพดีถ้วนหน้า+ประกันสุขภาพ กลายเป็นการ กวักมือเรียกรถทัวร์ ลงหลายคัน

ดาวฤกษ์มองว่า สิ่งสำคัญของผู้ที่เลือกเส้นทางรับราชการคือ ความมั่นคง และสวัสดิการ เมื่อโดนแตะในจุดสำคัญ บัลลังก์การเมืองย่อมสะเทือน แต่หากสแกนถึงปัญหางบประมาณของประเทศ ต้องยอมรับว่าตัวเลขงบประมาณ
บีบให้ต้องตัดสินใจ

มีคำเตือนจากหลายฝ่ายว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 กำลังเผชิญโจทย์แห่งความเปราะบาง รายจ่ายประจำของรัฐบวม ทั้งเงินเดือน ค่าตอบแทน บำเหน็จบำนาญ และภาระผูกพันต่าง ๆ ขยับขึ้นจนเกือบเท่ารายได้ของรัฐบาลทั้งก้อน

รายได้ที่จัดเก็บได้แทบทั้งหมด ถูกใช้ไปกับค่าใช้จ่ายประจำ เหลืองบลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศน้อยลงทุกปี ประเทศจะเข้าสู่ภาวะที่ต้องกู้เงินเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายประจำ ซึ่งกระทบต่อวินัยการคลังอย่างมีนัยสำคัญ

รัฐบาลเลือกปฏิรูปราชการ โดยเริ่มจากแนวทางสมัครใจ ผ่านระบบเออร์ลีรีไทร์ จะไม่มีการบังคับ และจะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนงานที่ไม่จำเป็น เช่น งานพิมพ์ และงานธุรการบางส่วน

แต่ในทางการเมืองถือเป็นแรงกระแทกสำคัญ เพราะคำว่า ลดคน ลดสิทธิ คือการปลุกแรงต้านจากรัฐข้าราชการ เป็นความท้าทายของการเมืองไทย เมื่อใดที่รัฐบาลแตะเรื่องสวัสดิการ เท่ากับปลุกความรู้สึกของผู้ได้รับผลกระทบ

ทางออกที่ดีที่สุดคือ รัฐบาลจำเป็นต้องอธิบายให้เห็นว่า การปฏิรูปครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทำให้ระบบราชการมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่เพียงลดรายจ่าย หรือผลักภาระไปให้บุคลากรภาครัฐ

และรัฐบาลก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า นอกจากการลดรายจ่ายประจำแล้ว ยังมีการเสริมแนวทางการแก้ปัญหาอื่นเพื่อสร้างรายได้ใหม่ด้วยเพราะ การที่รัฐลดคน แต่ไม่สร้างรายได้ใหม่ ประเทศก็จะกลับมาเผชิญปัญหาเดิมในอีกไม่กี่ปี

การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เป็นอีกคำตอบหนึ่ง สิ่งที่รัฐบาลพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ เศรษฐกิจดิจิทัล การยกระดับแรงงานผ่านการอัปสกิลและรีสกิล หรือการผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางด้านการแพทย์ ต้องไม่ใช่แค่คำพูดที่สวยหรู แต่ต้องผลักดันให้เป็นรูปธรรม สร้างเงินสร้างทองจับต้องได้

โจทย์สำคัญคือ ลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ไปพร้อม กัน

เพราะการ ประหยัดไม่ได้ทำให้ประเทศเติบโตได้ หากเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ยังไม่สร้างรายได้เป็นรูปธรรม การตัดลดรายจ่ายเพียงอย่างเดียวก็แค่การ ซื้อเวลา สะสมแต่ความเคียดแค้น

การปฏิรูประบบราชการไม่ใช่เรื่องของข้าราชการเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของคนทั้งประเทศ ผู้เสียภาษีย่อมคาดหวังให้ภาษีที่จ่ายไป ต้องส่งเสริมให้ระบบราชการคล่องตัว โปร่งใส แก้ปัญหารวดเร็ว ส่วนข้าราชการก็ต้องการความมั่นคงและความเป็นธรรมในอาชีพ

การปฏิรูปที่ประชาชนรอคอย ไม่ใช่การลดจำนวนข้าราชการให้ได้มากที่สุด แต่คือการทำให้ทุกบาทของงบประมาณ สร้างคุณค่ากลับคืนสู่ประเทศได้มากที่สุด

และนี่คือโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ไม่ใช่เฉพาะต่อข้าราชการ แต่ต่อผู้เสียภาษีทั้งประเทศ.

“ดาวฤกษ์”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่