แม้การทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ความถี่ของการทดสอบในปีนี้ “เป็นสัญญาณเตือนอย่างมีนัย” ว่าความตึงเครียดยังอยู่ในระดับสูง ทั้งบนคาบสมุทรเกาหลีและในภูมิภาคเอเชียตะวันออก และบ่งชี้ด้วยว่า ทุกความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือ ยังคงเป็นเรื่องที่ “ทั้งภูมิภาคแปซิฟิกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด”
ขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวทางทหารเชิงรุกครั้งใหม่ของเกาหลีเหนือ เพิ่มความหวาดหวั่นให้กับหลายฝ่าย ว่าจะเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้กับการแข่งขันอาวุธระหว่างนานาประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งยังคงให้เหตุผลหลักเกี่ยวกับเกาหลีหนือและจีน ด้านสหรัฐ “ขอมีส่วนร่วมอย่างแนบเนียน” ผ่านการมอบความสนับสนุนให้แก่ทั้งสองประเทศนี้ ด้วยอาวุธที่รวมถึง “นิวเคลียร์”
ด้านผู้สันทัดกรณีหลายคนให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่า ฟประเด็นสำคัญตอนนี้ ไม่ได้อยู่ที่ว่า เกาหลีเหนือจะทดสอบขีปนาวุธวันละกี่รอบ ครั้งละกี่ลูก หรือการทดสอบจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งแค่ไหนอีกต่อไป เพราะรัฐบาลเปียงยางทดสอบขีปนาวุธแทบไม่เว้นแต่ละวัน
สิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญมากกว่า คือการตีความสิ่งที่แฝงอยู่กับการทดสอบอาวุธของเกาหลีเหนือในแต่ละครั้ง ว่านายคิม จอง-อึน ต้องการบอกกับชาวโลกหรือไม่ ว่ารัฐบาลเปียงยางพร้อมเป็นฝ่ายใช้อาวุธร้ายแรง ซึ่งแน่นอนว่าคือ ระเบิดนิวเคลียร์ หากเกาหลีเหนือ “อยู่ในภาวะจำเป็น”
นับตั้งแต่ปี 2527 จนถึงปัจจุบัน เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์รวมกัน “มากกว่า 270 ครั้ง” และเป็นที่น่าจับตาอย่างมาก ว่ามากกว่า 25% ของการทดสอบดังกล่าว เกิดขึ้นในปี 2565 และสามในสี่ของการทดสอบทั้งหมด เกิดขึ้นนับตั้งแต่นายคิม จอง-อึน ขึ้นสู่อำนาจผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เมื่อปลายปี 2554 และเจ้าตัวไม่เคยปิดบัง ว่าต้องการพัฒนาขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของประเทศ “ให้รุดหน้าโดยเร็วที่สุด”
สำหรับหนึ่งในรุ่นของขีปนาวุธที่เกาหลีเหนือทดสอบในปีนี้ คือ ขีปนาวุธพิสัยกลาง ( ไออาร์บีเอ็ม ) ชื่อ “ฮวาซอง-12” ซึ่งมีพิสัยทำการเป็นระยะทางไกลสูงสุดประมาณ 4,500 กิโลเมตร โดยการทดสอบไออาร์บีเอ็มเมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2560 ที่รัฐบาลเปียงยางยิงขีปนาวุธรุ่นนี้ผ่านน่านฟ้าของญี่ปุ่น
ขณะที่อีกรุ่นหนึ่งของขีปนาวุธซึ่งเกาหลีเหนือซุ่มพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คือ ขีปนาวุธพิสัยไกลหรือขีปนาวุธข้ามทวีป ( ไอซีบีเอ็ม ) ชื่อ “ฮวาซอง-14” ซึ่งมีพิสัยทำการเป็นระยะทางไกลสูงสุดมากกว่า 10,000 กิโลเมตร “ครอบคลุมถึง” เกาะกวมของสหรัฐ ที่อยู่ห่างจากเกาหลีเหนือประมาณ 3,380 กิโลเมตร
แน่นอนว่า ความเคลื่อนไหวทางทหารของเกาหลีเหนือที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตลอดทั้งปีนี้ ส่งผลให้เกาหลีใต้และญี่ปุ่นมีความใกล้ชิดด้านความมั่นคงกับสหรัฐเพิ่มขึ้น ที่ชัดเจนคือการมีการซ้อมรบร่วมกัน ทั้งระดับทวิภาคี ระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่น และสหรัฐกับเกาหลีใต้ และการฝึกซ้อมแบบไตรภาคี ระหว่างสหรัฐกับเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
นอกจากนั้น เกาหลีใต้และญี่ปุ่นยังเพิ่มการฝึกซ้อมยิงขีปนาวุธด้วยตัวเอง นัยว่า “มีความกล้ามากขึ้น” ที่จะแสดงการตอบสนองต่อการยิงขีปนาวุธของรัฐบาลเปียงยาง
ทั้งนี้ทั้งนั้น การแสดงออกของทุกฝ่ายหากยังไม่มีขีดจำกัดเข่นนี้ จะยิ่งเป็นการสั่นคลอนเสถียรภาพด้านคามมั่นคง และเพิ่มบรรยากาศไม่แน่นอนในภูมิภาคมากขึ้นเท่านั้น เพราะในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลเปียงยางยังคงพบ “ช่องว่าง” จากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐและพันธมิตร แล้วสามารถเดินหน้า “แสดงความไม่พอใจ” ออกมาในรูปแบบของการทดสอบขีปนาวุธ.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : REUTERS



