แต่เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น และตลาดการเงินที่ผันผวน หุ้นในบริษัทสตาร์ตอัพหลายแห่งจึงลดลง ดังเช่นบริษัทริเวียน ออโตโมทีฟ ซึ่งมีมูลค่าราคาตลาดสูงกว่าบริษัทฟอร์ด มอเตอร์ ไม่นานหลังเปิดตัวสู่สาธารณะเมื่อปี 2564 กลับสูญเสียมูลค่ามากกว่า 70% ในช่วงปีที่ผ่านมา และในตอนนี้ ธุรกิจรถอีวีได้มาถึงส่วนที่ยากแล้ว นั่นคือ การโน้มน้าวผู้บริโภคสายหลักให้เข้ามาอุดหนุนมากขึ้น
อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังทุ่มเงินมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 35 ล้านล้านบาท) ในการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่จากเครื่องยนต์สันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ควบคุมโดยซอฟต์แวร์ โดยบรรดาผู้ผลิตรถยนต์และผู้กำหนดนโยบายของรัฐบาลต่างยอมรับคำมั่นสัญญาของรถอีวี เพื่อมอบการขนส่งที่สะอาดและปลอดภัยยิ่งขึ้น
การขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีมูลค่าตลาดมากที่สุดในโลกของบริษัทเทสลา ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นที่ถ่อมตัวและเคยมีความลังเลอย่างบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป และโฟล์คสวาเกน เอจี หันมาผลิตรถอีวีด้วย โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2566 คลื่นรถยนต์ไฟฟ้าลูกใหม่ ตั้งแต่รถกระบะ ไปจนถึงรถอเนกประสงค์ (เอสยูวี) และรถเก๋งในตลาดระดับกลาง จะเข้าสู่ตลาดหลักของโลก
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารและผู้คาดการณ์หลายคนในอุตสาหกรรมต่างไม่เห็นด้วยวว่า รถยนต์ไฟฟ้าจะสามารถครองครึ่งหนึ่งของตลาดรถยนต์ทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับจีน ซึ่งเป็นตลาดยานยนต์เดี่ยวขนาดใหญ่ที่สุดในโลก รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (บีอีวี) ครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 21% ขณะที่ในยุโรป รถอีวีมีสัดส่วนราว 12% ขอยอดขายรถโดยสารทั้งหมด ทว่าสหรัฐมีส่วนแบ่งตลาดรถอีวีอยู่ที่ประมาณ 6% เท่านั้น
ทั้งนี้ ผู้บริหารและนักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรม กล่าวว่า อุปสรรคต่าง ๆ ในการนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ มีทั้งการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จเร็วในที่สาธารณะ และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของแบตเตอรี่รถอีวี ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการขาดแคลนวัสดุหลัก และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลที่พยุงการซื้อรถอีวีในตลาดสำคัญ ไม่ว่าเป็น สหรัฐ, จีน และยุโรป
ตามข้อมูลของบริษัทให้คำปรึกษา “ออโตฟอร์แคสต์ โซลูชั่นส์” (เอเอฟเอส) ภายในปี 2572 รถยนต์ไฟฟ้าสามารถครองสัดส่วน 1 ใน 3 ของตลาดอเมริกาเหนือ และประมาณ 26% ของรถยนต์ที่ผลิตทั่วโลกได้
กระนั้น นายโจ แมคเคบ ประธานของเอเอฟเอส กล่าวว่า ยอดขายรถอีวีน่าจะไม่เพิ่มขึ้นอย่างราบรื่นนัก เพราะหากปีหน้าเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ตามที่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนคาดการณ์ไว้ มันจะส่งผลให้การนำรถอีวีมาใช้ช้าลง

ตลอดปี 2565 ผู้ผลิตรถยนต์ที่เป็นที่ยอมรับอย่างเมอร์เซเดส, ฟอร์ด และเจเนอรัล มอเตอร์ส เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าใหม่หลายสิบรุ่นเพื่อแข่งขันกับเทสลาและธุรกิจสตาร์ตอัพ โดยการผลิตจำนวนมากของรถยนต์เหล่านี้ส่วนใหญ่จะเริ่มขึ้นในปี 2566 และ 2567
แมคเคบ กล่าวว่า ภายในปี 2568 มันอาจมีโมเดลรถยนต์ไฟฟ้าที่แตกต่างกันมากถึง 74 รุ่น เฉพาะในตลาดอเมริกาเหนือ อย่างไรก็ดี เขาคาดการณ์ว่า โมเดลเหล่านั้นในสัดส่วนที่น้อยกว่า 20% มีแนวโน้มที่จะจำหน่ายรถยนต์มากกว่า 50,000 คันต่อปี เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์อาจติดอยู่กับรุ่นรถยนต์ที่เฉพาะกลุ่มมากเกินไป และมีความจุมากเกินไป

นอกจากนี้ เศรษฐกิจที่ชะลอตัวยังคุกคามอุปสงค์รถยนต์โดยรวมในยุโรปและจีนด้วยเช่นกัน
ในช่วงปีแรก ๆ ของศตวรรษที่ 20 บริษัทยานยนต์แห่งใหม่ต่างขยับตัวขึ้นมา โดยได้รับการสนับสนุนจากบรรดานักลงทุนที่กระตือรือร้น ซึ่งช่วงเวลาอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเป็นตัวกำหนดว่า แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าในศตวรรษที่ 21 จะไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



