นักวิทยาศาสตร์หลายคนกล่าวว่า มนุษย์กำลังขับเคลื่อนวิกฤติการสูญพันธุ์นี้ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่รุกล้ำที่อยู่อาศัยของสัตว์, สร้างมลพิษต่อธรรมชาติ และทำให้ภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้น เรื่องดังกล่าวระบุอยู่ในข้อตกลงระดับโลกฉบับใหม่ ที่การประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 15 หรือ “คอป15” เมื่อเดือนธ.ค. ที่ผ่านมา

เมื่อสายพันธุ์สัตว์สูญหาย ลักษณะเฉพาะทั้งหมดจะหายไปพร้อมกับมัน ทั้งยีน, พฤติกรรม, กิจกรรม และปฏิสัมพันธ์กับพืชและสัตว์อื่น ๆ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายพัน หลายล้าน หรือแม้กระทั่งหลายพันล้านปี ในการวิวัฒนาการ อีกทั้งบทบาทที่สายพันธุ์เหล่านั้นมีอยู่ภายในระบบนิเวศก็จะสูญเสียไปด้วยเช่นกัน จนอาจทำให้ภูมิทัศน์เปลี่ยนแปลง ซึ่งการสูญเสียสายพันธุ์ที่มากเกินไปและผลลัพธ์ที่ตามมานั้น อาจเป็นหายนะที่นำไปสู่การล่มสลายของระบบทั้งหมด

ก่อนที่สายพันธุ์หนึ่งจะสูญพันธุ์ มันอาจถูกพิจารณาว่า “สูญพันธุ์ตามหน้าที่” ไปแล้ว เนื่องจากพวกมันไม่มีจำนวนมากพอที่จะทำให้แน่ใจว่าสายพันธุ์จะอยู่รอดได้ ซึ่งการสูญพันธุ์เมื่อไม่นานมานี้ทำให้มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตตัวสุดท้ายของบางสายพันธุ์ หรือที่เรียกว่า “ตัวสุดท้าย” เพราะเมื่อพวกมันตายจากไป นั่นคือจุดสิ้นสุดของสายวิวัฒนาการเหล่านั้นไปโดยปริยาย

สายพันธุ์ส่วนมากหายไปในป่าโดยไม่มีใครสังเกตเห็น และหากเรารวมสายพันธุ์สัตว์ที่นักวิทยาศาสตร์สงสัยว่าอาจจะสูญพันธุ์ จำนวนดังกล่าวจะพุ่งสูงถึง 1,473 สายพันธุ์ ซึ่งมันอยู่ในระดับที่สูงสำหรับการประกาศให้สายพันธุ์หนึ่งสูญพันธุ์ และเป็นภารกิจที่นักวิทยาศาสตร์ไม่เต็มใจที่จะทำอยู่แล้ว เพราะมันเหมือนเป็นการบอกว่า พวกเขาล้มเหลวในการป้องกันการสูญพันธุ์

แม้การสูญเสียสายพันธุ์หลายร้อยสายพันธุ์ในช่วง 500 ปีหรือมากกว่านั้นอาจดูไม่สำคัญ ในเมื่อยังมีสายพันธุ์อีกนับล้านสายพันธุ์ที่มีชีวิตอยู่บนโลก แต่ความเร็วที่สายพันธุ์ต่าง ๆ หายไปในปัจจุบันนั้น เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในช่วง 10 ล้านปีที่ผ่านมา ซึ่งมันเป็นการสูญเสียสายพันธุ์เร็วกว่าที่พวกมันจะวิวัฒนาการได้

สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (ไอยูซีเอ็น) ใช้หมวดหมู่ต่าง ๆ เพื่ออธิบายถึงสถานะของสายพันธุ์ ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้บ่งบอกว่า สายพันธุ์ใดกำลังมีปัญหา และควรช่วยเหลือพวกมันเมื่อไหร่ ทว่าสายพันธุ์ที่ถูกระบุว่า “เป็นกังวลน้อยที่สุด” หรือ “ใกล้ถูกคุกคาม” ไม่ได้หมายความว่าประชากรของมันจะคงที่ อีกทั้งการลดลงของประชากรสายพันธุ์ในจำนวนหนึ่งหรือมากกว่านั้น อาจเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มสู่การสูญพันธุ์ได้

แม้สถานการณ์ในระดับโลกอาจดูน่าเป็นห่วง แต่มันยังมีความหวังอยู่บ้าง เมื่อกรอบการปฏิบัติงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลกคุนหมิง-มอนทรีออล ที่เพิ่มนำมาใช้ในช่วงที่ผ่านมา จะเป็นแนวทางในการอนุรักษ์โลกตลอดทศวรรษ จนถึงปี 2573 และเหนือสิ่งอื่นใด ข้อตกลงดังกล่าวยังคาดการณ์ถึงการปกป้องผืนดินและมหาสมุทรของโลก 30% ภายในสิ้นทศวรรษนี้ หรือที่เรียกว่า “เป้าหมาย 30×30” ด้วย.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : REUTERS