นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 นักเคลื่อนไหวจำนวนมากทำงานอย่างหนัก เพื่อแกะรอยช่องทางต่าง ๆ ที่กองทัพใช้จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ สำหรับการปราบปรามกลุ่มต่อต้านการปกครองอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งจนถึงขณะนี้ ความสนใจที่น้อยลงมุ่งไปยังอาวุธที่ผลิตในประเทศ ซึ่งช่วยให้กองทัพรองรับผลกระทบจากการคว่ำบาตรและการห้ามส่งอาวุธที่มีมาอย่างยาวนานได้

ตามข้อมูลของเอสเอซีเอ็ม การผลิตอาวุธดังกล่าว ได้รับการประสานงานโดยกรมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (ดีดีไอ) ของกองทัพเมียนมา และดำเนินการโดยเครือข่ายโรงงานที่รู้จักกันกันทั่วไปในชื่อ “กาปาซา” อีกทั้งโรงงานของกาปาซา ซึ่งตั้งอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ หลายสิบแห่ง ยังปฏิบัติงานมากมายหลายอย่าง ตั้งแต่การแปรรูปวัตถุดิบและการผลิตอาวุธ ไปจนถึงการดำเนินงานซ่อมแซมที่สำคัญ รวมถึงการประกอบชิ้นส่วนใหม่ที่จัดส่งจากต่างประเทศ โดยรายงานระบุเสริมว่า กลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ซับซ้อนนี้ มีการพัฒนาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และยังคงพัฒนาอยู่อย่างต่อเนื่อง

เนื่องจากดีดีไอ ยังคงพึ่งพาการจัดหาหลายอย่างจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น วัตถุดิบ, ชิ้นส่วน, ส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป รายงานจึงเรียกร้องให้รัฐบาลต่างชาติดำเนินการตรวจสอบ ตลอดจนเริ่มการพิจารณคดีทางปกครอง และ/หรือทางกฎหมายตามที่เกี่ยวข้อง ต่อบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน ของอุตสาหกรรมอาวุธภายในประเทศของเมียนมา รวมถึงเรียกร้องให้มีการคว่ำบาตรครั้งใหม่กับกาปาซา, ผู้นำประเทศ และเครือข่ายนายหน้าอีกด้วย

สิ่งนี้กล่าวถึงประเด็นสำคัญของปัญหาในปัจจุบันของเมียนมา โดยขณะที่มีการกล่าวโทษหลายประเทศ เช่น จีน และรัสเซีย สำหรับการสนับสนุนรัฐบาลทหาร และการขายอาวุธอย่างเปิดเผย สิงคโปร์กลับรอดพ้นการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากบทบาทอันยาวนานในฐานะศูนย์กลางการค้าชายฝั่ง, สถานที่หลบภัยทางการเงินของกองทัพเมียนมา และดาราจักรของพันธมิตรและนักธุรกิจ

ในทางกลับกัน สิ่งนี้ก็บ่งบอกถึงความยากลำบากในการปิดทุกช่องทางที่ทำให้กองทัพเมียนมายังคงมีอาวุธและเป็นอันตราย โดยเป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่สิงคโปร์คัดค้านการเรียกร้องจากกลุ่มนักเคลื่อนไหว ให้ปราบปรามการใช้นครรัฐแห่งนี้ เป็นแหล่งหลบภัยทางการเงินของบรรดาผู้นำเมียนมา ซึ่งแม้รัฐบาลจากชาติตะวันตกที่มีแนวคิดเดียวกันจะดำเนินการเพิ่มเติม ทว่าจีนและสิงคโปร์ไม่มีแนวโน้มที่จะทำเช่นนั้นบ้าง

รายงานของเอสเอซีเอ็มแสดงให้เห็นภาพชัดเจน ของขอบเขตที่การค้าอาวุธกระจายไปทั่วโลก แม้แต่ประเทศอย่างเมียนมา ซึ่งพยายามบรรลุระดับการปกครองแบบอัตตาธิปไตย ที่ยังคงฝังอยู่ในเศรษฐกิจโลกจนถึงขอบเขตที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทาน และขอบเขตอำนาจสูงสุดจำนวนมาก มีความเกี่ยวข้อง การใช้ประโยชน์จาก “การพึ่งพาอาศัยกันทางอาวุธ” เพื่อลดขีดความสามารถด้านปฏิบัติการของกองทัพเมียนมา ยังคงเป็นความท้าทายที่น่าวิตกกังวล.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES