ขั้นตอนในการทำอาเรปานั้นใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ด้วยการผสมแป้งข้าวโพดกึ่งสำเร็จรูปกับน้ำ จากนั้นจึงปั้นให้เป็นก้อน ทำให้เป็นแผ่นแบน และนำไปย่าง ซึ่งไส้ในของมันสามารถเป็นอะไรก็ได้ ตั้งแต่ชีส และเนื้อสัตว์ ไปจนถึงถั่ว และอาหารทะเล หรือแม้แต่ผักใบเขียว
“อาเรปาคือขนมปังประจำวันของชาวเวเนซุเอลา พวกเขารับประทานมันทุกวันทุกคืน” นายแพทริค ริบาส ผู้แปลหนังสือ “อาเรโปโลโก” เป็นภาษาฝรั่งเศส กล่าว “คุณสามารถใส่อะไรก็ได้ตามที่คุณต้องการ เพราะมันคืออาหาร และคุณยังสามารถรับประทานมันแบบไม่มีไส้ก็ได้ เมื่อคุณไม่มีเงินมากนัก ซึ่งมันเป็นน่าเศร้าที่ชาวเวเนซุเอลาหลายคนเป็นเช่นนั้น”
ขณะที่ นายริคาร์โด เอสตราดา คูวาส ผู้เขียนหนังสือ “อาเรโปโลโก” กล่าวว่า อาเรปาเป็นอาหารที่ไม่มีชนชั้นทางสังคม “ทุกคนรับประทานมัน ตั้งแต่คนที่ใช้ชีวิตอย่างถ่อมตนและเรียบง่ายที่สุด ไปจนถึงคนที่เป็นผู้จัดการ”
ท่ามกลางวิกฤติการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) หดตัวถึง 80% ระหว่างปี 2556-2565 ชาวเวเนซุเอลามากกว่า 7 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 4 ของจำนวนประชากรทั้งหมด จึงอพยพออกนอกประเทศ

นางมาร์ลิน กิโรกา วัย 47 ปี เคยเป็นทนายความในเวเนซุเอลา ก่อนที่จะออกเดินทางไปยังนครนิวยอร์ก เมื่อ 5 ปีก่อน เธอเริ่มทำธุรกิจจัดเลี้ยงอาเรปา เมื่อปี 2564 ทั้งที่เธอไม่รู้วิธีทำอาหารจากไข่มาก่อน ซึ่งในเวลาต่อมา ความสำเร็จก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน ผู้คนจำนวนมากในนครนิวยอร์ก ชอบอาเรปาที่ไม่มีกลูเตน มากกว่าขนมปังทั่วไป
La arepa, un plato a base de harina de maíz precocida, sal y agua, ha sido llevado a diferentes ciudades de la mano de los más de 7 millones de venezolanos que han emigrado de Venezuela debido a la crisis económica y política.
— VIVOplay (@vivoplaynet) June 13, 2023
????: #AFP. #VIVOplay pic.twitter.com/pj1s7BN0Do
อีกด้านหนึ่ง นายหลุยส์ เฟอร์นันโด มาชาโด อดีตวิศวกรปิโตรเลียมที่ย้ายมายังกรุงปารีส เมื่อปี 2554 ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของร้านอาหารเวเนซุเอลา “Ajidulce” กล่าวว่า เขาเริ่มขายอาเรปาด้วยฟู้ดทรัค แต่ในตอนนี้ เขามีพนักงานถึง 10 คน
ที่กรุงโตเกียว นายราอุล มาร์เกซ ชาวเวเนซุเอลา วัย 42 ปี และนางมิโฮะ ภรรยาชาวญี่ปุ่นของเขา โฆษณา “อาหารริมทางเพื่อสุขภาพ และปลอดกลูเตน” ที่ฟู้ดทรัคของพวกเขา ซึ่งขายอาเรปานั่นเอง
มาร์เกซ ซึ่งเดินทางออกจากเวเนซุเอลาเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว กล่าวว่า เวเนซุเอลาเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากมานานหลายปี ส่งผลให้ผู้คนต้องอพยพ และเผยแพร่วัฒนธรรมของพวกเราในทุก ๆ ทาง ซึ่งอาหารก็เป็นส่วนหนึ่งของมัน “นั่นคือสิ่งที่ผมนำมา เมื่อผมขายอาเรปา มันคือความหลงใหล และความรักที่มาจากบ้านเกิด” มาร์เกซ กล่าวทิ้งท้าย.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



