รายงานหลายกระแสระบุว่า โซรอสคือผู้จุดชนวนคลื่นผู้อพยพในยุโรป และที่ชายแดนทางตอนใต้ของสหรัฐ ตลอดจนเป็นผู้บงการการประท้วงต่อต้านการใช้มาตรการรุนแรงของตำรวจสหรัฐ ที่มีต่อพลเมืองผิวสี หลังการเสียชีวิตนายจอร์จ ฟลอยด์ เมื่อปี 2563
ด้านสื่อของสหราชอาณาจักรขนานนามโซรอสว่าเป็น “ชายผู้ทำลายธนาคารแห่งอังกฤษ (บีโออี)” จากการลงทุนและการเก็งกำไร ที่ทำให้เขามีเงินเข้ากระเป๋ามากถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 34,600 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม โซรอสกล่าวว่า การบริหารโอเอสเอฟ อาณาจักรมูลค่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 866,000 ล้านบาท) สนับสนุนการปฏิรูปเพื่อเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ, สร้างบรรทัดฐานในการปกครอง, ปกป้องชนกลุ่มน้อยและผู้ลี้ภัย รวมถึงส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออก โดยความพยายามเหล่านี้เกิดขึ้นหลังการตัดสินใจลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก
ในปี 2561 หลังมีปัญหาอย่างหนักกับรัฐบาลฮังการีฝ่ายขวา ของนายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บาน โซรอสจำเป็นต้องปิดสาขาของโอเอสเอฟในกรุงบูดาเปสต์ และย้ายสำนักงานไปยังกรุงเบอร์ลิน กระนั้น โซรอสได้รับการคัดเลือกให้เป็นบุคคลแห่งปีในปีนั้น โดยหนังสือพิมพ์ธุรกิจ “เดอะ ไฟแนนเชียล ไทม์ส” ของสหราชอาณาจักร ซึ่งยกย่องบทบาทของเขาในฐานะ “ผู้ถือมาจรฐานของประชาธิปไตยเสรีนิยม และสังคมเปิด”
ยิ่งไปกว่านั้น เดอะ ไฟแนนเชียล ไทม์ส ยังพาดพิงถึงความน่ารังเกียจของกลุ่มผู้เกลียดชังโซรอส โดยชี้ว่า มีทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับการต่อต้านชาวยิว ซึ่งมุ่งเป้าโจมตีโซรอส ในจำนวนมากจนยากที่จะนับได้หมด”
ในแง่ของประวัติการเงิน โซรอสเองก็เคยประสบกับความล้มเหลวเช่นกัน โดยเขาสูญเสียเงินในเหตุการณ์ตลาดหุ้นตกเมื่อปี 2530 และวิกฤติค่าเงินรัสเซียในปี 2541 ตลอดจนการดำเนินคดีทางกฎหมาย เช่น การถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้ข้อมูลภายใน ในฝรั่งเศส เมื่อปี 2545
ทั้งนี้ทั้งนั้น กองทุนของโซรอสยังคงมีการเก็งกำไรอย่างต่อเนื่อง โดยการลงทุนมีขอบเขตตั้งแต่เทคโนโลยีใหม่, ที่อยู่อาศัย ไปจนถึงสินค้าโภคภัณฑ์ที่จับต้องได้ อย่างไรก็ตาม โซรอสก็พูดถึงความจำเป็น ในการควบคุมตลาดอย่างเข้มงวด และอธิบายว่า ความพยายามของเขา “จัดเป็นความรับผิดชอบรูปแบบหนึ่ง”
“ความสำเร็จของผมในตลาดการเงิน ทำให้ผมมีอิสระในระดับที่สูงกว่าคนส่วนใหญ่” โซรอส เคยกล่าวเมื่อปี 2554 “สิ่งนี้ทำให้ผมต้องยืนหยัดในประเด็นที่ขัดแย้ง เมื่อคนอื่นไม่สามารถทำได้”.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



