ผ่านมติที่ประชุมรัฐสภาฉลุยไปแล้วสำหรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3  ที่มีสาระสำคัญคือการแก้ระบบเลือกตั้งกลับไปใช้แบบเดียวกับรัฐธรรมนูญ 2540 โดยมองกันว่าพรรคที่จะได้ประโยชน์จากการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้มากที่สุด คือ 2 พรรคใหญ่ เพื่อไทยกับพลังประชารัฐ  วันนี้ ทีมการเมืองเดลินิวส์ ได้โอกาสมาตรวจแถวพลพรรคก้าวไกล ผู้คัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ผ่านความคิดเห็นของส.ส.สายปะฉะดะอย่าง ธีรัจชัย พันธุมาศ” ..บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก..) ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83 และมาตรา 91) 

ธีรัจชัย พันธุมาศ”  เปิดฉากบอกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นความร่วมมือของพรรคใหญ่ 2 พรรคที่ต้องการจะได้เปรียบในการเลือกตั้ง ก็เลยแก้กติกา ซึ่งพรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วยกับการแก้แค่ระบบเลือกตั้งอยู่แล้ว แต่เราคิดว่าถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจริง ต้องมีการตั้ง ส.ส.ร. แก้ทั้งระบบไปเลย แต่พรรคก้าวไกลพร้อมแข่งขันทุกกติกา ถึงแม้กติกาจะเป็นแบบนี้คือการใช้ระบบการเลือกตั้งแบบคู่ขนานแบบปี 2540 เราก็ไม่ได้คิดว่าเราเสียเปรียบอะไร เพียงแต่เรามองว่า ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ มันอาจจะมีจำนวนไม่สมดุล ซึ่งถ้าทำแบบระบบจัดสรรปันส่วนผสมที่เราเสนอ พรรคก็จะแข่งขันกันในเรื่องนโยบายเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า แต่ถ้าเกิดไปเน้นแบบ ส.ส.เขตเยอะๆ ก็จะเน้นตัวบุคคลเพื่อเอาชนะในเขตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติไม่มาก

@หลายฝ่ายมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นความพยายามในการตัดตอนพรรคก้าวไกลให้สูญพันธุ์

เราทราบตั้งแต่ต้นว่าเขาต้องการไม่ให้เราโต คือความกลัวของฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐที่เชื่อมโยงกับ คสช. เขากลัวอยู่ ส่วน หนึ่งคือกลัวระบอบทักษิณกับกลัวพรรคก้าวไกล เท่าที่ดูตอนแรกคิดว่ากลัวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมากกว่า แต่ตอนนี้คิดว่ากลัวพรรคก้าวไกลมากกว่า ฝ่ายคุณทักษิณก็กลัวก้าวไกลเหมือนกัน ก็เลยเป็นแนวร่วมกับอีกฝ่ายและได้เปรียบ แต่เราก็ไม่ได้กังวล เราพร้อมสู้ทุกกติกาอยู่แล้ว เราอาจจะได้ ส..บัญชีรายชื่อน้อยลง แต่เราเชื่อว่า ส..เขตเราจะได้มากขึ้น เพราะการที่เราทำงานเต็มที่ ถ้าเป็นอย่างนี้ผมเชื่อว่าอาจจะเป็นความหวาดกลัวก้าวไกลมากกว่าระบอบทักษิณในฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐ และฝ่ายค้านด้วยกันก็อาจจะกลัวก้าวไกลเหมือนกันจึงไปร่วมมือกันเพื่อให้ตัวเองได้เปรียบ แต่เราก็ไม่มีปัญหา และสู้ไปตามระบบ มั่นใจว่าจะได้ส.ส.ไม่น้อยกว่าเดิม และมั่นใจว่าได้รับความไว้วางใจมากกว่าเดิม  

@มองว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเดินไปสุดทางหรือจะมีการยุบสภาก่อนได้นำมาใช้หรือไม่  

เจตนาก็คือเขาอยากจะทำใหม่ แต่ตอนนี้ผมเชื่อว่า พรรคใหญ่มีมุมมองที่เหมือนกันคือพลังประชารัฐกับเพื่อไทยเขาคิดว่าเขาได้เปรียบทั้ง พรรค ต่างฝ่ายต่างก็ได้เปรียบ แต่พอมาตอนนี้อย่าลืมว่าเนื้อในการเมืองมันเปลี่ยน พลังประชารัฐมีความแตกแยกภายในซึ่งค่อนข้างจะรุนแรง ไม่ทราบว่าจะจัดการได้หรือไม่ ถ้ามีการแตกแยกลงไป แล้วก็พรรคพลังประชารัฐถ้าพูดก็คือเป็นพรรคทหารทั่วไปเรียกว่าเป็นพรรคเฉพาะกิจ ไม่ได้เป็นพรรคที่รวบรวมด้วยอุดมการณ์แล้วมาทำงานการเมืองระยะยาว แต่เป็นการรวบรวมคนเฉพาะกิจเพื่อมาสืบทอดอำนาจเท่านั้นเอง  

ดังนั้นเมื่อมีความแตกแยกภายในก็อยู่ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะจัดการตรงนี้ได้แค่ไหน ถ้าจัดการได้ดีก็จะสงบ แต่ต้องหาคนที่จะมาทำแบบที่เคยชนะการเลือกตั้งซ่อมได้หรือไม่ ถ้าทำไม่ได้ก็อาจจะไม่ได้ผลก็ได้ สิ่งที่คิดไว้ก็อาจจะเสียด้วย ในส่วนพรรคเพื่อไทยก็คงคิดว่าจะได้เปรียบ เพราะเป็นกติกาที่เคยชนะมาตลอดในระบบนี้ตั้งแต่ปี 2540  2548  2554 แต่นั่นคือบริบทเมื่อ 24 กว่าปีที่แล้ว  แต่ตอนนี้มีระบบโซเชียลมีเดีย มีระบบการตรวจสอบการทำงานอย่างชัดเจน ตรวจสอบจุดยืนแต่ละพรรคชัดเจนว่าพรรคนั้นเวลาทำงานอยู่กับร่องกับรอยหรือไม่ เป็นฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่จริงๆหรือไม่ มีคุณภาพในการทำงานแค่ไหน

ประเด็นต่อมาคือในอดีตที่ชนะถล่มทลายเพราะเขาเป็นความหวัง คือ คิดใหม่ทำใหม่ เพื่อคนไทยทุกคน ตอนเป็นไทยรักไทย คุณทักษิณเป็นอัศวินคลื่นลูกที่สาม แต่ตอนนี้คุณทักษิณไม่อยู่และอยู่ต่างประเทศ ผู้นำปัจจุบันลองมาเปรียบเทียบกันระหว่างก้าวไกลกับเพื่อไทยดูแล้วใครจะจูงใจมากกว่าก็ลองเปรียบเทียบดู ผมมั่นใจว่าคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล อายุอยู่ในวัยที่มีประสบการณ์พอสมควร มีวิสัยทัศน์ดี มีความมุ่งมั่น มีวิธีคิดแบบสมัยใหม่ เป็นระบบดิจิทัล ไม่ใช่แบบอนาล็อก มันผ่านยุคเมื่อ 24 ปีที่แล้วมาอยู่ยุคนี้ ประชาชนน่าจะตัดสินใจเลือกได้ในขณะนี้  

ส่วนมองว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิมหรือไม่นั้น คิดว่ารัฐบาลอยู่ไม่ครบ 4 ปีแน่นอน เพราะว่าปัจจัยที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทย อยู่ที่ปัจจัยภายในเป็นหลัก ปัจจัยภายนอกเช่น มีม็อบเยอะ ๆ ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจตรวจสอบปกติแล้วเป็นแค่ตัวเร่ง เพื่อให้เกิดความแตกแยกภายใน แต่ตอนนี้จุดแตกแยกภายในมีแล้ว มันอยู่ที่การจัดการของคุณประยุทธ์จะจัดการได้เท่าไร ถ้าจัดการได้เร็วก็อาจอยู่ได้นานขึ้น ถ้าจัดการไม่ได้ก็อาจจะไปเร็ว

@แนวทางการทำงานของพรรคก้าวไกลจะเป็นอย่างไรต่อไป  

เราก็ทำนโยบายของเราที่จะต่อสู้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า มีการคัดสรรบุคคลที่จะลงพื้นที่ในการแข่งขันการเลือกตั้งครั้งต่อไป  เราก็ทำงานในสภาให้ชัดเจนและเป็นหลักให้ได้และปรับภูมิทัศน์ทางการเมืองตามที่เราเคยหาเสียงไว้เมื่อครั้งยังเป็นพรรคอนาคตใหม่ ให้เป็นการเมืองที่ทำอย่างตรงไปตรงมา มีจุดยืน อุดมการณ์ที่ตรงไปตรงมา  ทำอย่างซื่อสัตย์มั่นคงในวิชาการกับข้อเท็จจริงที่ปรับได้ ที่สำคัญจะมีการปรับรูปแบบในการหาเสียงเพื่อให้ชนะการเลือกตั้งในส่วนของ ส.ส.เขตให้มากขึ้นหากกติกาเปลี่ยน ซึ่งพรรคก้าวไกลมีส.ส.เขต 31 คน ต้องรักษาพื้นที่ไว้ให้ได้ และอย่าลืมว่าครั้งที่แล้วเราแพ้หลักร้อยหลักพันจำนวนหลายสิบเขต เขตเหล่านี้เป็นเขตที่เราคงต้องเอาชนะให้ได้เช่นกัน ถ้าเอาชนะตรงนี้ได้ผมเชื่อว่าเราได้จำนวน ส.ส.อีกมหาศาล 

 นอกจากนโยบายที่เราจะนำเสนอในช่วงใกล้เลือกตั้ง ยังเชื่อในศักยภาพของคุณพิธา หัวหน้าพรรคที่เป็นคนรุ่นใหม่อยู่ในวัยที่กำลังเหมาะ 42 ปี สามารถเป็นผู้นำได้ดี ผมเชื่อว่าเขาจะเป็นผู้นำและเป็นนายกรัฐมนตรีได้  

//// 

โปรย