เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว “เปิดโลกอาชา” ได้สัมภาษณ์ “บิ๊กเลาะ” นายชยวัฒน์ พิเศษสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการอำนวยการแข่งม้า ราชกรีฑาสโมสร (ตอนที่ 1) ถึงสถานการณ์ของการแข่งขันแข้งม้า ในประเทศไทย ภายหลังจากต้องหยุดไปเกือบ 3 ปี เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมทั้งยังมาเจอกับโรคระบาดในม้า ที่คร่าาชีวิตม้าในประเทศ ไปเป็นจำนวนมากกว่า 700-800 ตัว เลยทีเดียว

กระทั้งกลับมาจัดแข่งขันได้จนครบวงรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่ง “บิ๊กเลาะ” ชยวัฒน์ พิเศษสิทธิ์ ยอมรับว่า “กีฬาแข่งม้า” มาในเมืองไทย ณ ตอนนี้อยู่ในช่วง “ขาลง” จริงๆ เพราะกว่าจะก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ กลับมาเปิดแข่งได้ก็เลือดตาแทบกระเด็น

และจากอุปสรรคและปัญหาต่างๆ ที่ผ่านมามานั้น ทำให้แฟนกีฬาอาชาในสนามราชกรีฑาสโมสร ลดไปมากจากที่เคยเข้าสนาม 5,000 คน ในวงรอบปีนี้แต่ละนัดมีคนเข้ามาชมเพียง 2,500 คน เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ “กำแพงภาษี” และ “เงินรางวัล” ที่ไม่คุ้มเงินลุงทุนของเจ้าของคอกม้า

อย่างไรก็ตาม “บิ๊กเลาะ” ยืนยันว่าคณะกรรมการฯ ยังจะเดินหน้าต่อ โดยจะมีการปรับเปลี่ยน “กีฬาแข้งม้า” ให้เข้ากับยุคสมัย เน้นการสันทนาการมากขึ้น ให้เป็นการพนันน้อยลง ให้เหมือนกับญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ เวลาวันแข่งม้าครอบครัวพาเด็กลูกหลานเข้าไปอยู่ในสนามม้าได้ มีเกมให้เล่น มีสิ่งอำนวนความสะดวก มีอาหารการกินแบบครบครัน

ในตอนท้าย “บิ๊กเลาะ” ยังได้พูดถึงเรื่องของการพนันแข่งม้าในยุคปัจจุบันเอาด้วย ซึ่งเป็นมุมมองที่น่าสนใจไม่น้อย และเราจะมาขยายความต่อกันอีกครั้งใน “เปิดโลกอาชา” ฉบับวันนี้ ว่าแล้วไปลุยกันเลยครับ

แนวทางในอนาคต

สิ่งที่ต้องหารือไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ก็คือถ้าเราเห็นมวยออกทีวีได้ เพราะไม่ใช่การพนัน ม้าแข่งในสนามมันก็จะมีสกอร์บอร์ดที่เป็นช่องแทงพนัน ขณะเดียวกันเราก็สามารถที่ตัดส่วนที่เป็นการพนันออก ถ่ายทอดเฉพาะส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการพนัน (ก็เหมือนกับการเบลอตราสินค้าต้องห้าม) แล้วก็ให้ความรู้ในแง่ของกีฬาถ่ายทอดทางทีวี มีการวิเคราะห์ วิจารณ์ ต่างๆ เหมือนที่ต่างประเทศเขาทำกัน

โลกหมุนเปลี่ยน ม้าแข่งก็ต้องเปลี่ยน

อีกอย่างก็คือโลกปัจจุบันทุกคนตอนนี้เป็นโลกดิจิทัลไปหมดแล้ว เราไปห้าง เราไปทานข้าว ซื้อข้าวซื้อของ เราก็แถบจะไม่ใช้เงินสดเลย สิ่งที่เป็นข้อจำกัดของราชกรีฑาก็คือม้าแข่ง การที่จะปรับจากการใช้เงินสดไปแทงที่ช่องขายตั๋ว กลายเป็นถ้าสามารถใช้ระบบดิจิทัอลเข้ามาได้ ซึ่งตอนนี้เราก็กำลังจะขออนุญาติไปยังส่วนราชการ เพราะวิถีชีวิตปัจจุบันมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว

ผมอยากเปิดช่องเวลามีกรุ๊ปทัวร์เข้ามา ซึ่งไม่มีใครจะเอาเงินมาแทงที่ช่องขายตั๋ว แต่ถ้าหากว่าเขาสามรถแทงจากมือถือได้ เบื้องต้นก็อาจจะจำกัดแค่ในสนามแข่งก่อน เพราะสักระยะพอโลกมันเปิดมาก ยังไงเราก็ปิดไม่ไหว เราก็อาจจะต้องวางกฎระเบียบให้คนที่เข้ามาเล่นถ้าแทงจากข้างนอก คุณจะต้องมีคุณสมบัติ ข้อกำหนดอะไร 1 2 3 4 ก็ว่ากันไป เหมืออย่างสิงคโปร์ เหมือนอย่างออสเตเรีย ต้องมีรายได้เท่าไหร่ ต้องมีอายุเท่าไหร่ โชว์ทรัพย์สินยังไง สถานะที่เล่นได้ พวกนี้ส่วนใหญ่เขาก็ไม่ได้เล่นแบบเอาเป็นเอาตาย เล่นแบบสนุกสนาน ให้มันมีลุ้น ม้าแข่งมันไม่สามารถเล่นแบบการพนันออนไลน์ได้ ม้าแข่งถ้าคุณแทงเยอะใบประเมินจ่ายมันเหลืออยู่นิดเดียว ไม่ถึง 1 ต่อ บางคนก็ไม่เล่นแล้วละ

ทำไมไม่เปิดให้พนันออนไลน์?

กฎหมายเมืองไทยยังไม่เปิด จริงๆ สโมสรกำลังจะทำข้อหารือไปที่ส่วนราชการเพื่อขอเปิดการเล่นลักษณะดิจิตอลภายในสโมสร แล้วค่อยขยับมาเป็นมาเปิดออกข้างนอก เช่น ให้นักท่องเที่ยว ที่มีพาสปอร์ต เหลือสมาชิกของสโมสร หรือคนที่เป็นขาประจำ สมมุติว่าปีหนึ่งเรามีแข่งม้า 25 นัด แฟนคลับเข้าไปสนาม 15 นัดแข่งต่อปี ก็ได้สิทธิ์ในการแท่ง เพียงแต่เราก็ต้องกรอกคุณสมบัติให้อยู่ในที่กฎหมายกำหนด

พวกสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถ้าหากรัฐบาลสามารถเปิดช่องได้ เราก็สามารถที่จะเอาเงินจากต่างประเทศเข้ามาได้ เพราะว่าม้าแข่งเป็นการพนันที่ถูกกฎหมายคล้ายๆ ลอตเตอรี่ เสียภาษี 100 % แต่ถ้าเราไม่ทำให้ระบบมันเปิดกว้าง สนามก็อยู่ไม่ได้ อาจจะมีคนที่หัวใสก็เอาการแข่งม้าไปเปิดออนไลน์ รัฐบาลก็จะไม่ได้อะไรเลย

แล้วจะพัฒนากีฬาม้าแข่งอย่างไร

ม้าแข่งถ้ามันจะเจริญรุ่งเรืองได้ รัฐบาลต้องมีส่วนร่วม เรามีสภาพภูมิอากาศ สถานที่ ที่ดิน เหมาะสมกว่าหลายๆ ประเทศที่จะเพาะพันธุ์ม้า อย่าง สิงคโปร์ ไม่มีพื้นที่ หรืออย่างเกาหลีใต้ พวกนี้นำเข้าหมด มาเลเซีย นำเข้าม้า 100 % ของเราสามารถเพาะพันธุ์ม้าได้คล้ายๆ กับของญี่ปุ่น ของออสเตเรีย หรือ นิวซีแลนด์ เพียงแต่ภาครัฐยังไม่ได้ให้ความสำคัญ

ในบ้านเราตั้งแต่ผมจำความได้ถ้าพูดถึงการแข่งม้าแล้ว กลายเป็นสถานที่อโคจรไปในรูปนั้น สมัยก่อนที่มีม้าใหม่ๆ ในสมัยรัชกาลที่ 5-6-7 เจ้าของคอกก็เป็นเจ้าพระยา พระยา เจ้าขุนมูลนาย เราก็ต้องยอมรับตั้งแต่เมื่อสัก 25 ปี ก่อน วงการม้าแข่งมันมีเปลี่ยนแปลง คือมันมีคนที่เข้ามากอบโกยเอาเปรียบ ทำให้ม้าแข่งเป็นวงจรของมาเฟีย แล้วก็วงจรของธุรกิจการเงิน ฟอกเงิน คดโกงเงิน สีเทา แต่ปัจจุบันพอการจัดแข่งที่เป็นระเบียบอะไรมากขึ้น ส่วนต่างๆ เหล่านี้ ก็เริ่มหายไป คนที่มีอำนาจที่เป็นตัวหลักในอดีตในการดำเนินการพวกนี้ก็ล่มหายตายจากไปเกือบหมด

“ปัจจุบันนี้ถือว่าเราเริ่มเข้าสู่กรอบของมาตรฐาน คณะกรรมการชุดนี้ก็มีดำริว่าจะทำอย่างไรให้การแข่งยั้งยืนได้ในอนาคต เราถึงว่าจ้างให้ทางอาจารย์มหาวิทยาลัย ให้ไปทำบทวิจัยว่าเราจะไปในทิศทางไหนได้ (น่าจะได้คำตอบอีกประมาณ 2 เดือน) เราก็จะน่าจะใช้ทิศทางนั้นมาดำเนินการแล้วก็อาจจะขอไปที่กระทรวง ที่สำคัญคือเรื่องของกฎหมาย” บิ๊กเลา ย้ำทิ้งท้าย

ท้ายที่สุดนี้ ชาวกีฬาอาชา คงต้องติดตามกันต่อไปว่า “กีฬาม้าแข่ง” (แบบมีการพนันแบบถูกกฎหมาย) จะอยู่รอดปลอดภัย ได้อย่างไร กับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป แต่ยังมีอุปสรรคและปัญหาต่าง ที่เปรียบเสมือนเป็น “กับดัก” ที่ทุกฝ่ายต้องหันหน้าเข้าหากัน เพื่อหารือและหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน ให้ทุกอย่างก้าวผ่าน ให้ทุกองคพยพที่เกี่ยวข้อง อยู่รอดอย่างยั่งยืนต่อไป

วอน อ่อนวงค์