พรรคสเมอร์-เอสดี ภายใต้การนำของฟิโก ได้รับคะแนนเสียงประมาณ 23% ส่งผลให้อดีตผู้นำเตรียมกลับมาปกครองสโลวาเกีย แทนรัฐบาลที่นำโดยผู้ชำนาญวิชาการ ซึ่งสนับสนุนรัฐบาลเคียฟของยูเครน ในการต่อต้านการปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย
นายมิชาล ซิเมกกา รองประธานสภายุโรป (อีพี) และหัวหน้าพรรคสโลวาเกียก้าวหน้า ซึ่งเป็นพรรคใหม่สายเสรีนิยมที่สนับสนุนชาติตะวันตก และได้รับคะแนนเสียงเป็นอันดับ 2 ด้วยสัดส่วนราว 17% ยอมรับและเคารพผลการเลือกตั้ง อย่างไรก็ดี เขากล่าวเตือนว่า ชัยชนะของพรรคสเมอร์-เอสดี ถือเป็นข่าวร้ายสำหรับสโลวาเกีย และมันจะเลวร้ายยิ่งกว่านั้น หากฟิโกตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ
แม้สโลวาเกียเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ “นาโต” ซึ่งมอบความสนับสนุนให้แก่ยูเครน ในการต่อต้านประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย แต่ประชาชนจำนวนมากรู้สึกเห็นใจรัฐบาลมอสโก ซึ่งตกเป็นเป้าหมายที่ชาติตะวันตกต้องการทำลาย
ฟิโก วัย 59 ปี กล่าวว่า สโลวาเกียมีปัญหาใหญ่กว่าเรื่องยูเครน ไม่ว่าจะเป็น ราคาพลังงาน และค่าครองชีพ แต่พรรคของเขาจะทำทุกอย่างที่เป็นไปได้ เพื่อเริ่มการเจรจาสันติภาพ
“พวกเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงในเรื่องความพร้อมที่จะช่วยเหลือยูเครนด้วยวิธีทางมนุษยธรรม และเราเตรียมพร้อมในการช่วยฟื้นฟูรัฐ แต่พวกคุณทราบความคิดเห็นของพวกเรา ที่มีต่อการส่งอาวุธให้ยูเครน” ฟิโก กล่าวในการแถลงข่าว
ในอดีต ฟิโกไม่เห็นด้วยกับการที่ยูเครนพยายามเข้าร่วมนาโต โดยให้เหตุผลว่า นั่นคือจุดเริ่มต้นของ “สงครามโลกครั้งที่ 3” อีกทั้งเขายังเคยบอกว่า อิสรภาพมาจากตะวันออก แต่สงครามมาจากตะวันตกเสมอ
ขณะเดียวกัน การกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของฟิโก อาจทำให้สโลวาเกียละทิ้งวิถีทางอื่นเช่นกัน เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางของนายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บาน ผู้นำฮังการี ซึ่งวางตัวออกห่างจากเรื่องของยูเครน และมักมีความขัดแย้งกับอียู เกี่ยวกับสงครามครั้งนี้
อนึ่ง ฮังการียังคงรักษาความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับรัฐบาลมอสโก และคัดค้านการส่งอาวุธ หรือมอบความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจให้กับยูเครน
นอกเหนือจากประเด็นสงครามในยูเครน ฟิโกมีแนวโน้มผลักดันนโยบายต่อต้านการย้ายถิ่นฐาน เพื่อดึงดูดชนชั้นแรงงานที่มองว่า แรงงานข้ามชาติ คือกลุ่มคนที่ทำให้เกิดการแข่งขันด้านแรงงาน.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



