เรื่องนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก “คอลัมน์ตรวจการบ้าน” จึงต้องมาสนทนากับ “ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก” กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง มองเรื่องการนิรโทษกรรมนี้อย่างไร และจะเป็นชนวนเหตุความขัดแย้งรอบใหม่หรือใหม่
โดย “อ.เจษฎ์” ได้เปิดประเด็นถึงร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับพรรคก้าวไกลเสนอ ว่า เห็นว่าพ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้อธิบาย ทำความเข้าใจกันว่า ประเด็นใดที่ควรนิรโทษกรรม ดังนั้นเรื่องนี้จะก่อปัญหาที่ไม่ต่างไปจากครั้งที่พรรคเพื่อไทยเคยทำ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
ถ้าพรรคก้าวไกล คิดว่าทำลักษณะนี้เพราะคณะรัฐประหารก็สามารถนิรโทษกรรมตัวเอง ถือเป็นการตั้งหลักไม่ตรงตั้งแต่แรก สิ่งที่ตามต่อมาก็เป็นปัญหา เช่นคำว่า “ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่บุคคลที่กระทำความผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง” ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ความขัดแย้งทางการเมือง เป็นเพียงความเห็นต่าง อย่างไทม์ไลน์ที่ยกมาเริ่มตั้งแต่สมัยเดือนก.พ. 2549 การชุมนุมของ “คนเสื้อเหลือง” เป็นความเห็นต่างกับการทำงานของรัฐบาล คราว “กลุ่มนปช.” ที่เขารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมบางประการ และการชุมนุมของ “กปปส” ก็เพราะมีการไปดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่ง “พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย” ซึ่งคนกลุ่มหนึ่งไม่เห็นด้วย จึงประท้วง เพื่อให้รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์รับผิดชอบ
ฉะนั้นถ้าจะเรียกทั้งหมดนี้ว่าความขัดแย้งทางการเมือง ต้องเขียนนิยามมาว่า ความขัดแย้งทางการเมืองคืออะไร จะพูดลอยๆ ส่งๆ แบบนี้ไม่ได้

ประการที่ 2 การเรียกแบบนี้ เพื่อตราโทษคณะปฏิวัติ จะสร้างความขัดแย้งรอบใหม่ ขยายความขัดแย้งรอบเดิม โดยตอกย้ำว่า มีความขัดแย้งเกิดขึ้น จึงนิรโทษกรรมความขัดแย้ง แต่ถึงจะเขียนว่า “นิรโทษกรรมให้แก่บุคคลซึ่งได้กระทำความผิด” เขาก็จะถือว่าความผิดนั้นเขาไม่ได้เป็นคนทำ ความผิดเกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง
เนื้อหาที่เป็นปัญหาที่สุด คือ การรื้อเอาความผิดกบฏใส่คณะรัฐประหาร ในมาตรา 4 บอกว่า “บรรดาการกระทำที่จะนิรโทษกรรมตามมาตรา 3 นั้นไม่รวมถึงการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ชุมนุมประท้วง ตลอดจนการสลายการชุมนุมในฐานะผู้สั่งการหรือผู้ปฏิบัติการ” และเขียนตอนท้ายว่า “การกระทำที่สมควรแก่เหตุ” กับ “เว้นแต่การกระทำโดยประมาท” ซึ่งคุณก็กล่าวหาว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ และไม่ได้ประมาท
สำคัญที่สุดคือข้อ 3 การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 คือเรื่อง “กบฏ” มีการได้อำนาจมา ใช้กำลังขู่เข็ญหรือประทุษร้าย เพื่อล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ โทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต นี่คือการไปรื้อการทำปฏิวัติรัฐประหารขึ้นมาลงโทษ ทั้งๆ ที่เขาดำเนินการ และมีการนิรโทษกรรมภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วคราวและภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรปี 2550 และฉบับปี 2560 แล้ว
ที่จริงพรรคก้าวไกลไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการรัฐประหารเลย แต่ไปยัดโทษประหารเขา
จึงไม่รู้ว่าพรรคก้าวไกลคิดประการใด จะเจ็บช้ำน้ำใจ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่แทนที่จะแก้ปัญหาด้วยการนิรโทษกรรมที่ผ่านการพูดคุยหาจุดลงตัวร่วมกันก่อนเดินหน้าเสนอร่างพ.ร.บ.แบบนี้ แต่กลับใช้วิธีเปิดแผลให้กว้างขึ้น ลึกลง ตีฆ้องร้องป่าวว่านี่คือแผลที่ถูกกระทำ และจะเอาคืน
นอกจากนี้ยังตั้งกรรมการภายใต้กฎหมายดังกล่าว รวมเอาคนที่ไม่รู้จะถือได้ว่าเป็นตัวแทนของคนหลายภาคส่วนได้หรือไม่ แล้วให้อำนาจชี้ขาดว่าใครควรได้ หรือไม่ควรได้รับการนิรโทษกรรม ซึ่งต่อให้เป็นประธานสภา เป็นผู้นำฝ่ายค้าน เป็นรัฐมนตรี เป็นศาล หรือเป็นอะไร แต่อยู่ดีๆ มาเขียนให้เลือกกันแบบนี้ ทั้งที่สังคมยังไม่ได้คุยกันเลยว่าปัญหาอยู่ที่ไหน จะแก้อย่างไร ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ได้แก้ด้วยการนิรโทษกรรมก็ได้ เพราะมีคนจำนวนหนึ่งไม่ได้มีความผิดอย่างที่คุณยกขึ้นมาพูดว่า “คนที่ชุมนุม” ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ คือไม่ผิด ก็ไม่ต้องนิรโทษกรรม แต่อาจจะมีคนจำนวนหนึ่งที่ทำลายข้าวของ ทำลายสิ่งปลูกสร้าง ทั้งสถานที่ราชการ และเอกชน หรืออาจมีคนจาบจ้วง ล่วงเกิน ด่าทอ ว่ากล่าว ถือว่าเป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ เป็นการทำผิดกฎหมาย ซึ่งอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้ชุมนุมเลย
“ต้องมองภาพง่ายๆ และทำความเข้าใจว่า พรรคอนาคตใหม่ หรือพรรคก้าวไกล คณะก้าวหน้า หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกำลังคิดอะไรอยู่ในนั้น เหมือนเวลาเสนอแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 279 คุณไม่ได้กำลังสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ หาทางออกร่วมกัน แต่มันคือการก่อความขัดแย้งรอบใหม่ ต้องการเปิดแผล แก้แค้นเอาคืนคณะปฏิวัติ นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดเหนือไปกว่าการปลดล็อคให้คนต้องโทษ ซึ่งคุณรู้อยู่แล้วว่าคนที่มีความผิดต้องโทษเป็นใครบ้าง ซึ่งไม่ใช่ประชาชนโดยรวม”
ถ้าทำให้คุณไม่ได้ก็จะบอกว่า ไม่มีความจริงใจ ไม่มีความเป็นธรรม ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม แต่สิ่งที่เป็นปัญหาเชื่อมโยงกัน คือความแย่ของนายทักษิณ ชินวัตร ที่ไปขอพระราชทานอภัยโทษ แล้วได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ ทำให้คนเหล่านี้ใช้เป็นข้ออ้างว่าขนาดนายทักษิณทุจริต มีคดีทำร้ายบ้านเมืองตั้งเยอะ และที่จริงอยู่เบื้องหลังการชุมนุมหลายครั้ง ยังได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ ถ้าเขาทำไม่ได้ก็บอกว่า สังคมนี้มีแต่คณะปฏิวัติรัฐประหารที่นิรโทษตัวเองได้ แต่คนบริสุทธิ์นิรโทษไม่ได้

@ การนิรโทษกรรมยังเป็นทางออกให้กับประเทศขณะนี้หรือไม่
การจะนำความสงบมาสู่บ้านเมืองได้ ต้องดูว่า ขณะนี้อะไรที่ยังเป็นปัญหา ต้องแก้ที่ต้นเหตุ โดยไม่รื้อฟื้นสิ่งที่บรรเทาเบาบางไปแล้ว การแก้ปัญหาอาจจะไม่ใช่การนิรโทษกรรมด้วยซ้ำไป เพราะพอมองลงลึกแล้ว คนที่ชุมนุมไม่ใช่คนทำผิดกฎหมาย ดังนั้นต้องคุย ทำความเข้าใจกันในสังคม ที่ผ่านมามีการศึกษาหลายรอบ พบว่าถ้าจะนิรโทษกรรม จะนิรโทษใครแบบไหนที่จะไม่ก่อให้เกิดปัญหา แต่ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องทำ ส่วนคนทำผิดต้องโทษอาจมีกลไกอื่นที่ไม่จำเป็นต้องทำนิรโทษกรรมแบบนี้ ค่อยๆ ทำเป็นขยัก เอาเป็นกลุ่มๆ ดังนั้นต้องคุยกันให้ตกผลึกของภาคส่วนต่างๆ ในสังคมก่อน และต้องไม่ใช่เสนอโดยพรรคก้าวไกลเพียวๆ ซึ่งคุณรู้ตัวดีว่ามีอะไรอยู่ในใจตัวเอง เสนออะไรทีไรก่อให้เกิดปัญหาทุกครั้ง
เหมือนกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และหลายๆ เรื่องที่พรรคก้าวไกลทำ คือ มีแต่สังคม หรือคนอื่นๆ ที่ผิด แต่พรรคก้าวไกล คณะก้าวหน้าไม่เคยผิดอะไร แบบนี้ก็อยู่กันลำบาก ถ้าพรรคก้าวไกลอยากแก้ปัญหา ต้องเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาจริงๆ ไม่ใช่เป็นส่วนเดียวที่ก่อให้เกิดปัญหา ไม่ใช่อ้างความสงบแต่รู้อยู่ว่าซ่อนความไม่สงบไว้ข้างใน เหมือนคนยิ้มแต่ซ่อนดาบไว้ ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ
วันนี้เห็นว่าปัญหาบ้านเมืองมีเรื่องหนักหนา นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง จะแจกเงินหมื่นดิจิตอลบ้านเมืองจะวิบัติอีกรอบ อาจจะเป็นปัญหาหนักกว่าการที่พรรคก้าวไกลจะนิรโทษกรรมใครอีก
@ ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ยังซ่อนความต้องอื่น เช่น นำสู่การแก้มาตรา 112 หรือไม่
แน่นอน อย่างที่บอกว่า ผู้ที่กระทำผิด หรือผู้ที่ต้องโทษ อาจจะเป็นคนที่ไปทุบทำลายของ เผา ปิดล้อมสถานที่ราชการ คนกลุ่มนี้ถ้าจะโดนเขาก็โดนไปไม่ต้องมาเขียนอะไรเลย ส่วนคนที่ทำร้ายประชาชนถ้ามีจริง ก็ต้องโดนอยู่แล้ว ไม่ต้องมาเขียน แต่นี่มีการปลดล็อคผู้กระทำผิดจาบจ้วง ล่วงเกิน ด่าทอ ว่ากล่าว เรื่องการดูหมิ่น หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์อยู่ในนั้นด้วย ที่เป็นความประสงค์ที่แท้จริงของคุณ แล้วพอปลดล็อคกลุ่มนี้แล้ว ก็จะไปขอแก้มาตรา 112 ขอแก้มาตรา 6 รัฐธรรมนูญ นั่นคือสิ่งที่นอนนิ่งอยู่ เป็นหนึ่งในจุดประสงค์ที่แท้จริงของพรรคก้าวไกล
@ นิยามคำว่าความขัดแย้งทางการเมือง คืออะไร
คิดว่าอย่าไปใช้คำว่าความขัดแย้ง ที่จริงใช้ “เหตุการณ์ชุมนุมประท้วง” ได้ เช่นพ.ร.บ.นิรโทษกรรมบุคคล ซึ่งได้กระทำความผิดอันเนื่องมาจากสถานการณ์ทางการเมือง หรือไม่ต้องเขียนอะไร ใช้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม พ.ศ… ในรายละเอียดค่อยไปว่ากันตามไทม์ไลน์เหตุการณ์ อย่าพยายามใช้วาทกรรม ถ้อยคำที่สร้างปัญหาเช่น “ขัดแย้ง” หรืออย่า “หลบซ่อน” เช่นเอามาตรา 113 ไปซ่อนไว้ เพราะนั่นคือ “กบฏ” เป็นคือการซ่อนดาบในรอยยิ้มทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม ลำพังแค่ตนคิดก็ไม่ดีไม่พอ ลำพังก้าวไกลคิดก็ยังไม่เหมาะควร หรือใครคิด ใครเสนอก็ไม่เหมาะ จำเป็นต้องช่วยกันคิดจากทุกภาคส่วนในสังคมผ่านการสานเสาวนาสาธารณะ ค่อยๆ ทำ เสาะหาหนทางที่จะทำให้บ้านเมืองสงบและปรองดอง สมานฉันท์กันได้จริงๆไม่ใช่สักแต่ว่าฉันอยากทำแบบนี้ก็ต้องทำแบบนี้



