เรียนคุณหมอ ดร.โอ สุขุมวิท 51 ที่นับถือ
ผมอายุ 57 ปี แต่งงานแล้ว อยู่กินกับภรรยามา 20 กว่าปีได้ ตอนหนุ่ม ๆ ไม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพอนามัยเลยเพราะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเกือบทุกวัน ด้วยการวิ่งและเดินเร็ว ๆ พร้อมกับออกกำลังกายบริหารส่วนต่าง ๆ วันละอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ไม่ทานอาหารหวานมัน ปกติเป็นคนอารมณ์ดี เป็นที่รักชอบของเพื่อน ๆ ร่วมงาน แต่ช่วงหลัง ๆ เริ่มสังเกตุตัวเองว่ามักจะมีอารมณ์หงุดหงิด บ้างก็ซึมเศร้าจึงมีเรื่องให้ทะเลาะกับเพื่อนร่วมงานอยู่บ่อยครั้ง มีปัญหาทั้งที่ทำงานรวมถึงที่บ้านกับภรรยาด้วย จนสมรรถภาพทางเพศลดลงไปอย่างมากไม่เหมือนกับตอนวัยหนุ่มที่มีความต้องการทางเพศได้เกือบจะทุกวัน เมื่อมีปัญหาก็ถามเพื่อน ๆ แนะนำให้ไปหาซื้อยาฮอร์โมนเพศชายมารับประทาน จึงอยากเรียนถามคุณหมอ ดร.โอ ว่าอาการที่กำลังเป็นอยู่ขณะนี้เกิดจากอะไร และยาเสริมฮอร์โมนรูปแบบรับประทาน จะช่วยแก้ปัญหาให้ได้ไหม
ด้วยความนับถือ
ระเบียบ 57
ตอบ ระเบียบ 57
จากอาการที่ชายวัย 57 ปี เล่ามานั้นเป็นสัญญาณเตือนของการเกิดภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย โดยธรรมชาติของผู้ชายความต้องการทางเพศจะลดลงตามอายุที่มากขึ้น สาเหตุมาจากเมื่ออายุมากขึ้น ฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรนจะเริ่มลดลง ซึ่งเห็นได้ชัดเจนเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป แต่การลดลงจะไม่ได้ลดลงแบบรวดเร็ว จะเป็นการลดลงทีละน้อยแบบค่อยเป็นค่อยไป ฮอร์โมนเพชายเทสโทสเตอโรนเมื่อเริ่มลดลงจะมีผลทำให้อารมณ์ซึมเศร้า ฉุนเฉียว หลงลืมง่าย ความต้องการทางเพศและการแข็งตัวของอวัยวะเพศถดถอยลงเรื่อย ๆ นอกจากนี้ยังมีผลต่อระบบกระดูกทั่วร่างกาย หากปล่อยปละละเลยปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติก็จะพบว่าจะเกิดการผุกร่อนของกระดูกภายในเวลา 10 ปี จะเดินหลังโก่ง ขางอทั้งสองข้าง อารมณ์หงุดหงิด มองโลกในแง่ร้าย บางครั้งไม่สามารถควบคุมอารมณ์โกรธได้
การรักษาควรเข้าปรึกษาแพทย์ สำหรับยาฮอร์โมนเพศชายเสริมในรูปแบบรับประทานนั้น มีผลการศึกษาว่ามีประโยชน์ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงมากขึ้น ไขมันในร่างกายลดลง มวลกระดูกเพิ่มมากขึ้น สุขภาพจิตใจดีขึ้น และเพศสัมพันธ์แข็งแรงมากขึ้น จากการศึกษาของ LOUIS J.G.GOOREN และ JUNGWIRTH (2007) กล่าวว่าการรับประทานยาฮอร์โมนเพศชายเสริม หรือที่เรียกว่า แอนดริออล (Andriol Testocap) ไม่มีผลต่อเอนไซม์ตับและไม่มีผลต่อการทำงานของตับ และไม่ทำให้ค่าพีเอสเอ (PSA) เปลี่ยนแปลงไป
อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้ซื้อยาใช้เองเพราะอันตรายอย่างมาก ก่อนใช้ควรได้รับการตรวจร่างกายจากแพทย์อย่างละเอียด โดยตรวจค่าเทสโทสเตอโรนและค่าพีเอสเอ คู่กันไปเสมอ หากค่าพีเอสเอสูงก็ห้ามเพิ่มฮอร์โมนชายระยะหนึ่งโดยการตรวจแยกโรคมะเร็งต่อมลูกหมากก่อนดังนั้นขณะที่ใช้ก็ควรมีการติดตามและตรวจวัดค่าฮอร์โมนเพศชายและค่าพีเอสเอร่วมด้วยเป็นระยะ ๆ
———————–
ดร.โอ สุขุมวิท 51



