แม้รัฐบาลวอชิงตันใช้สนธิสัญญาการค้าเสรีมานานหลายสิบปี เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทั่วโลก แต่ความรู้สึกของประชาชนที่ต้องการให้สหรัฐดำเนินนโยบายแยกตัวออกจากชาติอื่น ๆ กลับมีเพิ่มขึ้นในการเมืองภายในประเทศ
กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (ไอพีอีเอฟ) ไม่สามารถกลายเป็นรูปธรรม ในการประชุมสุดยอดผู้นำ 21 เขตเศรษฐกิจ กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) เนื่องจากมันถูกขัดวางโดยความกังวลของสหรัฐ เกี่ยวกับผลกระทบต่อคนงานในประเทศ
นอกจากนี้ การคัดค้านทั้งจากพรรคเดโมแครต และพรรครีพับลิกัน ยังตอกย้ำความท้าทายดังกล่าวเช่นกัน โดยสมาชิกพรรคเดโมแครตในรัฐสภา ต่างกังวลว่า มันอาจส่งผลต่อโอกาสของพวกเขาในการเลือกตั้งปีหน้าได้
อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวยืนกรานว่า ไอพีอีเอฟยังไม่ตาย แต่มันจำเป็นต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
บรรดานักวิเคราะห์ต่างกล่าวว่า รัฐบาลวอชิงตันตกอยู่ในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยง ซึ่งนายทิโบลต์ เดนาเมียล จากศูนย์การศึกษายุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ (ซีเอสไอเอส) ระบุเสริมว่า การที่สหรัฐประสบความล้มเหลวในการเจรจาการค้าในเอเชีย-แปซิฟิก อีกครั้งนั้น มันจะยิ่งสร้างความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของสหรัฐ ในฐานะคู่ค้าในอนาคต
กระนั้น เดนาเมียล กล่าวว่า ไอพีอีเอฟสามารถช่วยปรับสมดุลในภูมิภาค ด้วยการเป็นคู่แข่งกับแผนหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (บีอาร์ไอ) ของจีนได้ ซึ่งแม้ว่ากรอบการทำงานดังกล่าวยังขาดข้อตกลงข้ามชาติแบบดั้งเดิม ที่ไม่รวมถึงการเข้าถึงตลาด แต่ผู้มีส่วนร่วมจำนวนมากหวังว่า มันจะทำให้สหรัฐมีส่วนร่วมในเอเชีย-แปซิฟิก มากขึ้น
ขณะที่ นางเวนดี คัตเลอร์ รองประธานสถาบันนโยบายสังคมแห่งเอเชีย ชี้ว่า การขาดข้อตกลง ถือเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่สำหรับนโยบายการค้าของสหรัฐ พร้อมกับเตือนว่า ความคืบหน้าของไอพีอีเอฟ มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก เนื่องจากการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2567 ที่ใกล้เข้ามา ซึ่งภาคส่วนการค้าของสหรัฐ ถูกวิพากษ์วิจารณ์เพราะขาดการคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกัน
ทั้งนี้ นางจีนา ไรมอนโด รมว.พาณิชย์สหรัฐ ยกย่องความคืบหน้าของไอพีอีเอฟ ซึ่งเธอกล่าวว่า ไอพีอีเอฟ ไม่เคยถูกมองว่าเป็นข้อตกลงการค้า และสหรัฐมีเป้าหมายที่จะเป็น “กำลังและพันธมิตรที่ยั่งยืน” ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
ด้านนางอินุ มานัก จากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (ซีเอฟอาร์) กล่าวว่า มันเป็นการยากที่จะตัดสินถึงระดับของข้อผูกพัน ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่มีข้อตกลงล่าสุดฉบับสมบูรณ์ และมันเป็นเรื่องน่ากังวล ที่เสาหลักการค้าอย่างสหรัฐ ยังไม่มีข้อสรุป และไอพีอีเอฟ “ยังไม่เสร็จสมบูรณ์เต็มร้อย”.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



