ชีวิตครูแพทย์ของผมอาจเรียกได้ว่า ตั้งต้นจากความไม่แน่ใจว่าตัวเอง…ชอบสาขาวิชาใด อยากเป็นอะไร แต่ค่อนข้างแน่ใจว่า ไม่ชอบอยู่เวร ไม่ชอบความจำเจ ไม่ชอบความล้มเหลวซ้ำซาก ไม่ชอบระบบเจ้าขุนมูลนาย

ที่เลือกมาเป็นครูแพทย์ เวชศาสตร์ชุมชนก็ด้วยการชักชวนของคนคุ้นเคยกัน…และเป็นคนที่ผมชื่นชมสติปัญญา ความสามารถ ประกอบกับมีความเชื่อนิดหน่อยว่าตนพอจะมีความรู้ (ฝังลึก) ที่น่าจะเป็นประโยชน์แก่ศิษย์หลังจากทำงานโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) เกือบสามปี (ผมเป็นแพทย์พี่เลี้ยงรุ่นแรกของเวชศาสตร์ชุมชน)

ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวและบทเรียนโดยลำดับห้วงเวลา 4 ระยะจาก 1985-2021

1985-89 Unqualified Teacher

ปลายปี 1985 ผมเริ่มบทบาทครูแพทย์ โดยได้รับมอบหมายให้สอนบรรยายวิชาชีวสถิติ…!!!! นี่คือฝันร้ายที่ผมไม่มีวันลืมเลือน นับเป็นฝันร้ายเพราะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนไม่มีความรู้ และที่น่าตำหนิตนเองมากคือ ไม่รู้จักปฏิเสธ การสอนบรรยายหน้าชั้นเรียนท่ามกลางสายตาที่จ้องมองด้วยความอึดอัด เพราะต้องทนฟังคนที่พูดในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้เรื่อง

“p-value?????????????????”

“confidence interval ??????????????”

ใช่หรือไม่ นี่คือภาพสะท้อนระบบการศึกษาที่อ่อนด้อยต่อการเตรียมครูให้พร้อมสำหรับศิษย์ แม้ว่าผมได้รับโอกาสให้เข้าเรียนหลักสูตรระยะสั้นระบาดวิทยาภาคสนาม (FETP) และแพทยศาสตร์ศึกษา แต่อะไรล่ะคือเครื่องชี้วัดว่า ผมพร้อมแล้วสำหรับความรับผิดชอบเช่นนั้น

จำได้ว่า ด้วยความตระหนักว่าตัวเองยังไม่พร้อม ผมเคยขอเข้าสังเกตการสอนวิชาสถิติของครูแพทย์อาวุโสท่านหนึ่ง แต่ได้รับการปฏิเสธ นี่เป็นท่าทีส่วนตัวของครูแพทย์อาวุโสท่านนี้ หรือ เป็นวัฒนธรรมองค์กร…ผมไม่มีคำตอบในเวลานั้น

ตัดภาพมาปัจจุบัน เมื่อผมได้เป็นผู้ประเมินการสอนบรรยายเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการของครูแพทย์หลายท่าน หลายภาควิชา ผมได้พบภาพระคนปนเประหว่างครูแพทย์ผู้ชำนาญการจริง และครูแพทย์ผู้บรรยายด้วยการอ่านข้อความบนสไลด์บ้าง สื่อสารข้างเดียวบ้าง จึงเกิดคำถามว่า ระบบพัฒนาครูแพทย์ อย่างต่อเนื่อง เหมาะสมเพียงพอแล้วกระนั้นหรือ

วีดิทัศน์หนึ่งในระบบประเมินและพัฒนาครูชั้นประถมต้นในสหราชอาณาจักร ครูอาวุโสนั่งหลังห้องสังเกตการสอนของครูหน้าใหม่อย่างตั้งใจ พร้อมจดบันทึกข้อสังเกตเป็นพักๆ ก่อนเริ่มการสอน มีฉากแสดงการเตรียมการสอนของครูหน้าใหม่ล่วงหน้าหลายวัน

ครั้นสิ้นสุดการสอน ฉากต่อมา ครูอาวุโสพบปะเป็นการส่วนตัวกับครูหน้าใหม่ หลังจากพูดคุยกันสั้นๆ ภาพที่ติดตาผมคือ การเล่นเกมโยนบอลจากครูอาวุโสให้อีกฝ่าย โดยเพิ่มความเร็วในการส่งลูกบอลขึ้นจนอีกฝ่ายรับไม่ทัน แล้วปิดฉากด้วยการให้ครูหน้าใหม่สะท้อนคิดการเล่นเกมกับการสอนในห้องเรียนของตน พวกเราคิดว่าครูหน้าใหม่สะท้อนอะไรที่มีนัยต่อการพัฒนาการสอน

Realization of potential researcher

ปีสุดท้ายก่อนมาเป็นครูแพทย์ ผมทำงานวิจัยชิ้นแรกในชีวิต โดยถามว่า คนไข้ความดันเลือดสูงได้รับการดูแลตรงตามตำราแค่ไหน (เวลานั้น guideline ยังไม่เป็นที่คุ้นเคย) ผมทำร่วมกันหัวหน้าพยาบาล พบความเบี่ยงเบนจากตำรามากมาย อันอาจเป็นผลจากการขาด feedback เพราะ OPD card คนไข้แต่ละราย หนาเตอะ จึงนำไปสู่ template หน้าเดียวประมวลภาพระยะยาว: ยา trend graph แสดงค่าความดันเลือด โรคร่วม biomarker สำหรับคนไข้แต่ละราย เข้าใจว่า template ถูกใช้อยู่ 3 ปีต่อมา ประสบการณ์นี้งอกเงยเป็นเจตคติว่า “ฉันทำได้” และ เป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์ความเชื่อว่า ความรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงมีคุณค่า ไม่น้อยไปกว่า ความรู้ทางทฤษฏี

สองสิ่งนี้ฝังลึกในจิตใจผมมากขึ้น เมื่อผมได้รับทุนวิจัยปี 1988 เกี่ยวกับการป้องกันการสูบบุหรี่ในโรงเรียนก่อนไปเรียนต่อ ป.โท

Struggle for financial survival

ผู้มาเป็นครูแพทย์ โดยไม่ได้มาจากครอบครัวร่ำรวย จำนวนไม่น้อยเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการดิ้นร้นหารายได้สร้างเนื้อสร้างตัว ผมเป็นหนึ่งในนั้น

เมื่อเข้า กทม. ผมจำต้องอยู่เวรแม้ฝืนความชอบตัวเอง แล้วทำได้ไม่นานก็ต้องเลิกเพราะทำได้ไม่ดี ยังจำได้ว่า เคยถูกปลุกให้ตื่นตอนตีสาม มาดูคนไข้เล็บขบมาสองสัปดาห์ ภาษากายของผมคงไม่รับแขก เช้าวันรุ่งขึ้นจึงได้รับโทรศัพท์จากทาง รพ.เอกชนแห่งนั้นว่าไม่ต้องมาขึ้นเวรแล้วนะ มองในมุมของการอภิบาลระบบ ก็น่าชมเชย รพ.ว่ายึดประโยชน์คนไข้เป็นใหญ่ อย่างไรก็ตาม ผอ.รพ.เอกชนแห่งหนึ่งเล่าให้ฟังว่า มีครูแพทย์ไปราวน์วอร์ดหลังเที่ยงคืนเป็นประจำ มีแพทย์หลายคนเยี่ยมไข้โดยเข้าออกห้องพักคนไข้ด้วยการเปิดประตูเพียงครั้งเดียว แต่ รพ.ก็ไม่กล้าแตะต้อง การอภิบาลระบบจึงขึ้นกับดุลอำนาจต่อรองว่าเอียงไปข้างใคร

Poor father

ชีวิตคนมีหลายบทบาท หลายอัตลักษณ์ ดังที่รู้กันดี การรักษาสมดุลระหว่างบทบาทต่างๆ ให้เหมาะสมเป็นเรื่องท้าทาย สำหรับผม ยอมรับว่าไม่สามารถทำบทบาทพ่อที่ดีของลูกเท่าที่ควร ผมให้เวลากับลูกน้อยเกินไป พูดอีกนัย ผมให้ความสำคัญกับงานเป็นอันดับแรก ยังจำภาพติดตาด้วยความเจ็บปวดว่า เคยไปรับลูกที่โรงเรียนหลัง 19.00 น. อันเป็นเวลาที่เหลือนักเรียนเพียงคนเดียว รอคอยพ่อด้วยความวิตกกังวล

ผมอาจมีข้อแก้ตัวว่า ต้องทำงานหารายได้เลี้ยงลูก แต่อีกเสียงก้องในใจคือ ผมเอาตัวเองเป็นใหญ่มากกว่า เพราะมายาคติที่ผมยึดถือ…งานคือตัวตนของผมมากกว่าบทบาทอื่นที่ผมพึงรับผิดชอบ

มาวันนี้มีคำถามว่า ระบบงานมีส่วนเพียงใดกับการสนับสนุนการรักษาสมดุลบทบาทชีวิตและงาน สอดคล้องกับ คำว่า work-life balance ซึ่งคนรุ่นลูก-หลานกู่ก้องกังวานมากกว่าคนยุคผม

ถ้ารัฐคือความหวังของการใช้ “มือที่สาม” ตามที่ อดัม สมิธ กล่าวไว้ การที่รัฐบาลท่านสี จิ้นผิง แทรกแซงทางนโยบายต่อภาคธุรกิจในจีนแผ่นดินใหญ่ อาจเป็นตัวอย่างของมือที่สามซึ่งมุ่งปรับสมดุลชีวิตและงาน ที่ไปสุดโต่งภายใต้ระบบชั่วโมงการทำงาน 9-9-6 นับแต่ยุคท่านเติ้ง เสี่ยวผิง.

(ติดตามอ่าน “36 ปี” ที่มาที่ไป ของครูแพทย์คนหนึ่ง (2) ได้ต่อในวันพุธที่ 29 กันยายน 2564)

………………………………
คอลัมน์ : เวทีชวนคิด
โดย : ชวนคิด