ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ ของการ ให้บริการรับส่งผู้โดยสารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือ “บริการ Ride Sharing” ที่ต้องอยู่ใน กฎระเบียบ มาตรฐานที่ชัดเจน ปลอดภัย และตรวจสอบได้
ทั้งแพลตฟอร์ม คนขับ และผู้โดยสาร อยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกันอย่างเป็นธรรม

สำหรับสาระสำคัญ ของกติกาใหม่ Ride Sharing ไม่ได้มุ่งบังคับที่ผู้ขับรถ แต่เน้นกำหนดบทบาทและหน้าที่เพิ่มเติมของแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและรับผิดชอบมากขึ้น
ไม่ใช่เป็นเพียงตัวกลางส่งงานให้คนขับและไรเดอร์ แต่ต้องมีกลไกช่วยยืนยันว่า คนขับที่อยู่ในระบบมีคุณสมบัติครบถ้วน มีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม มีใบขับขี่สาธารณะ และรถที่นำมาให้บริการถูกต้องตามกฎหมายคือ รถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ให้บริการต้องจดทะเบียนเป็นรถรับจ้างสาธารณะให้ถูกต้องตามกฎหมาย คือ รย.17 และ รย.18
นอกจากนี้แพลตฟอร์มจะต้องมีหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลสำคัญของผู้ขับขี่และยานพาหนะ ไม่ว่าจะเป็น ใบอนุญาตขับรถสาธารณะ การจดทะเบียนรถให้ถูกประเภท การแสดงข้อมูลจุดรับ-ส่ง ค่าโดยสาร ช่องทางช่วยเหลือ และกลไกจัดการปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการให้บริการ ทั้งหมดนี้ทำให้การกำกับดูแลไม่ได้หยุดอยู่ที่ปลายทางเมื่อเกิดปัญหา แต่เริ่มตั้งแต่ต้นทางของการเข้าสู่ระบบ

“ศุภจิตรา เลาหวัฒนภิญโญ” เจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส ฝ่ายนโยบายและเกณฑ์การกำกับดูแล ของเอ็ตด้า บอกว่า หลักสำคัญของประกาศนี้ คือ การกำหนดให้รถที่นำมาให้บริการผ่านแพลตฟอร์มต้องมีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด
“การจดทะเบียนเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเลขหรือเปลี่ยนหมวดทะเบียนเท่านั้น แต่ทำให้รถได้เข้าสู่ระบบบริการสาธารณะอย่างถูกต้อง คุ้มครองทุกฝ่ายในทางปฏิบัติ เพราะเมื่อรถถูกนำมาใช้ในฐานะ “รถรับจ้าง” หรือ “รถสาธารณะ” แน่นอน ก็ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ด้านสภาพรถ การประกันภัย และการตรวจสอบที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง ลดความเสี่ยงจากการใช้รถผิดประเภท และลดข้อโต้แย้งเรื่องความคุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุ”
ขณะที่ คนขับต้องมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ เหตุผลสำคัญคือ ใบอนุญาตประเภทนี้เป็นกลไกที่เชื่อมโยงกับการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขับขี่ในมิติที่ลึกกว่าการขับรถทั่วไป โดยเฉพาะเรื่อง การตรวจสอบประวัติอาชญากรรม เป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยของระบบบริการโดยตรง ซึ่งผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ส่วนผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 22 ปีบริบูรณ์ รถยนต์ที่นำมาจดทะเบียนเป็น รย.18 ต้องมีอายุรถไม่เกิน 9 ปี
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของเอ็ตด้าและกรมการขนส่งทางบก ไม่ใช่การผลักคนขับออกจากระบบ แต่คือการทำให้ระบบเริ่มเดินหน้าอย่างจริงจังตามกติกา ซึ่งตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 69 ที่มีการบังคับใช้ หากผู้ขับขี่ยังไม่มีใบขับขี่สาธารณะ หรือยังไม่ได้จดทะเบียนรถเป็น รย.17 หรือ รย.18 ให้ถูกต้อง แพลตฟอร์มจะต้องระงับการให้บริการหรือไม่ส่งงานให้ผู้ขับขี่รายนั้น จนกว่าจะดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วน

กลไกนี้ไม่ใช่การ “แบนถาวร” แต่เป็นการ “พักการรับงาน” เพื่อบังคับใช้มาตรฐานร่วมกัน และเมื่อผู้ขับขี่ดำเนินการครบถ้วนแล้ว สามารถกลับเข้าสู่ระบบรับงานต่อได้ตามปกติ
ขณะเดียวกัน หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบการให้บริการที่ไม่ถูกต้อง ข้อมูลดังกล่าวจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบร่วมและส่งต่อให้แพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องใช้ประกอบระงับการให้บริการชั่วคราวด้วย ซึ่งทำให้การกำกับดูแลหลังจากนี้จะเป็นระบบมากขึ้นไม่ใช่ต่างคนต่างทำ
ส่วนในกรณีที่แพลตฟอร์มไม่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด คือ ไม่ตรวจสอบ ไม่ระงับบริการ หรือปล่อยให้ผู้ขับขี่ที่ไม่มีคุณสมบัติครบถ้วนยังคงรับงานต่อไป จะนำไปสู่กระบวนการทางกฎหมาย ตั้งแต่การสั่งให้แก้ไข การสั่งห้ามประกอบธุรกิจ ไปจนถึงการถอนการรับแจ้งประกอบธุรกิจ และหากยังไม่ปฏิบัติตามภายในระยะเวลาที่กำหนด บทลงโทษสูงสุดตามกฎหมายมีทั้ง จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงการถอนการรับแจ้งประกอบธุรกิจ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในมุมของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มนั้น ทาง “จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม” กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย บอกว่า ที่ผ่านมา ทางแกร็บได้พูดคุยกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้ความร่วมมือ และได้พยายามผลักดันให้คนขับและไรเดอร์จดทะเบียนได้มากที่สุด แต่ยังพบอุปสรรค คือ เรื่องประกันภัยที่ราคาสูง และการนำเล่มทะเบียนที่ติดไฟแนนซ์ออกมาค่าใช้จ่ายสูง โดยปัจจุบันมีการจดทะเบียนแล้วมากกว่า 1 หมื่นราย จากคนขับในระบบทั้งหมดประมาณ 1 แสนราย
“แกร็บได้มีการให้อินเซนทีฟให้กับคนขับ เพื่อเป็นแรงจูงใจในการนำรถมาจดทะเบียน แต่ก็ยอมรับว่ายังเป็นจำนวนที่น้อยอยู่ ก็พยายามร่วมมือกับทางภาครัฐในการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด”
ปัญหาที่เป็นเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนในเรื่อง “รถติดไฟแนนซ์-ซีซีเกิน-เบี้ยประกันสูง”นั้น ทางกรมการขนส่งทางบก ยืนยันว่า รถติดไฟแนนซ์ยังสามารถนำมาจดทะเบียนได้ แต่ต้องมีหนังสือมอบอำนาจและเล่มทะเบียนตัวจริงจากบริษัทไฟแนนซ์ ส่วนข้อจำกัดเรื่องขนาดเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ ที่กำหนดไว้ว่า ต้องมีขนาดไม่เกิน 125 ซีซี เรื่องนี้กรมการขนส่งทางบกได้เสนอแก้ไขกฎกระทรวงเพื่อขยายเพดานเป็นไม่เกิน250 ซีซี และอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาในระดับนโยบายแต่จนกว่ากฎหมายฉบับแก้ไขมีผล เกณฑ์ยังคงเป็นไม่เกิน 125 ซีซี เช่นเดิม
ขณะที่ภาระค่าเบี้ยประกันภัยเชิงพาณิชย์ที่ถูกมองว่าสูงเกินไป โดยเฉพาะรถยนต์ที่ต้องนำมาจดทะเบียนเป็นรถสาธารณะ จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่ระบบ ได้หารือกับหน่วยงานกำกับดูแลด้านประกันภัย รวมถึงภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานของรถในระบบ Ride Sharing มากขึ้น ไม่เป็นภาระเกินความจำเป็น แต่ยังคงคุ้มครองผู้โดยสารอย่างเพียงพอ
สุดท้ายแล้วทางเอ็ตด้า ยืนยันว่า การเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องทางกฎหมาย แต่ยังสร้างโอกาสใหม่ในระยะยาวให้กับผู้ขับขี่ด้วย เมื่ออาชีพการให้บริการผ่านแพลตฟอร์มมีสถานะที่ชัดเจนมากขึ้น มีข้อมูลรายได้ การทำงาน และสถานะทางกฎหมายที่ตรวจสอบได้ ก็ย่อมช่วยให้ภาครัฐสามารถออกมาตรการช่วยเหลือได้แม่นยำขึ้น ที่สำคัญผู้ขับเองก็มีโอกาสเข้าถึงสิทธิประโยชน์หรือมาตรการสนับสนุนที่สอดคล้องกับอาชีพมากขึ้นในอนาคต
เมื่อระบบ Ride Sharing ของไทยขับเคลื่อนไปภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ก็จะช่วยสร้างทั้งความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการ คุณภาพของระบบแพลตฟอร์ม และเสถียรภาพของเศรษฐกิจดิจิทัล ไปพร้อมกันด้วย.



