เพื่อจัดหาเอไอจำนวน 12 โมเดล ให้ประชาชน 5 ล้านคนได้เข้าถึงการใช้งานเอไอระดับโปร แม้ฝั่งภาครัฐจะตอกย้ำความมั่นใจว่า โครงการนี้เดินหน้าตามขั้นตอนกฎหมายอย่างโปร่งใส ผ่านระบบการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) และใช้เงินกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) อย่างถูกต้อง ไม่ใช่การแจกเอไอโปรฟรีอย่างที่หลายคนเข้าใจ 

แต่ทว่าเสียงสะท้อนจากเหล่ากูรูและผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการกลับเต็มไปด้วย ความกังวลว่าเงินจำนวนมหาศาลนี้อาจกำลังพากระบวนทัศน์ดิจิทัลไทยหลงทาง!

“พรทิพย์ กองชุน” ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ของ บริษัท Jitta (แพลตฟอร์มวิเคราะห์หุ้นด้วย AI) และอดีตหัวหน้าฝ่ายการตลาด Google ประเทศไทย ที่มีประสบการณ์ทำงานบิ๊กเทคต่างชาติมาก่อน ที่มองว่าโครงการนี้อาจเข้าตำรา หวานหมูบิ๊กเทคต่างชาติเพราะเท่ากับรัฐบาลกำลังเอาเงินพันล้านพร้อมยูสเซอร์คนไทย 5 ล้านคนไปประเคนให้แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ฟรี ๆ 

เมื่อหมดโปรโมชัน 1 ปี คนไทยกลุ่มนี้ก็ตกเป็นทาสระบบที่ต้องยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อต่ออยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้น ค่าดัชนีชี้วัดหรือ KPI ของรัฐที่มุ่งเน้นเพียงแค่การขยายอัตราการเข้าถึงเอไอ (AI Diffusion) จาก 10.7% ไปสู่ 23% นั้น อาจเป็นเป้าหมายที่หลงทาง เพราะสิ่งที่ประเทศต้องการจริง ๆ คืออัตราการนำไปใช้จริงเพื่อขับเคลื่อนจีดีพี (Actual AI Adoption Rate) ไม่ใช่แค่การปั๊มยอดผู้ใช้งานทั่วไปที่จะกลายเป็นเพียง User Loserที่ใช้เอไอทำได้แค่ถามตอบขั้นพื้นฐานคล้ายการเสิร์ชกูเกิล

ขณะที่ทางเทคนิคดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ผู้อำนวยการสถาบัน IMC ออกมาระบุถึงความเห็นส่วนตัว หลังเปิดดูร่าง TOR ว่า สเปกที่กำหนดดูเหมือนจะเป็นเพียงเวอร์ชันฟรีที่ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโลก ซึ่งปัจจุบันหลุดพ้นจากยุค AI Chatbot และกำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI Agent เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

สอดรับกับเสียงเตือนจาก สภาผู้บริโภคโดย ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตรที่ตั้งคำถามว่า เม็ดเงิน 1,600 ล้านบาทนี้แจกให้ใคร? หากแจกโดยไร้ทักษะรู้เท่าทัน ก็เหมือนการยื่นกุญแจรถยนต์ให้คนที่ขับรถไม่เป็น และเสี่ยงต่อการทำให้ประชาชนเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลมากเกินจำเป็น (PDPA) ยิ่งในยุคที่มิจฉาชีพใช้เอไอทำข้อมูลปลอม (Deepfake) มาหลอกลวงอย่างแนบเนียน หากรัฐไม่มีมาตรการคุ้มครองที่ดีพอ เทคโนโลยีที่ทรงพลังนี้อาจกลายเป็นอาวุธกลับมาทำร้ายผู้บริโภคเสียเอง

“โครงการ AI ฟรี ภาครัฐควรเปิดเผยรายละเอียดโครงการ
ให้ชัดเจน ทั้งหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้ได้รับสิทธิ วิธีการติดตาม
ประเมินผล และมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้การใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาทเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และไม่กลายเป็นเพียงการเพิ่มจำนวนผู้ใช้ AI โดยขาดเป้าหมายที่ชัดเจน” ดร.อุดมธิปก ระบุ

ขณะเดียวกันทาง สุปรีย์ ทองเพชรประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย มองถึงความกังวล ในมิติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยพฤติกรรมการใช้งานเอไอของคนไทยส่วนใหญ่ มักเป็นการป้อนคำสั่ง (Prompt) เพื่อ “ถามปัญหา” หรือให้ช่วยแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ในการทำงาน เช่น การให้ช่วยคำนวณสูตร Excel ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนสะท้อนจุดอ่อนและปัญหาภายในองค์กรทั้งสิ้น

ประเด็นที่ต้องระมัดระวังเป็นที่สุดคือ หากรัฐบาลปล่อยให้มีการใช้งานเอไออย่างเสรี โดยไม่มีระบบ AI Governance หรือการกำกับดูแลธรรมาภิบาลข้อมูลที่เข้มงวดพอ ชุดข้อมูลปัญหาของคนไทยและองค์กรธุรกิจทั้งหมดอาจ รั่วไหลไปตกอยู่ในมือของบริษัทบิ๊กเทคต่างชาติที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มเอไอเหล่านั้น ซึ่งจะทำให้พวกเขาล่วงรู้ทันทีว่าคนไทยกำลังเผชิญปัญหาอะไรร่วมกัน ดังนั้น ดาต้าและข้อมูลที่อยู่เหนือการใช้งานเอไอ จึงเป็นตัวชี้ขาดว่าโปรเจกต์นี้จะรุ่งหรือจะร่วง

เมื่อผู้เชี่ยวชาญในแวดวงไอทีมีมุมมองแบบนี้ หากจะดำเนินโครงการต่อ ทางออกผ่าทางตันในเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้งบประมาณละลายหายไปกับเทคโนโลยีเอไอของต่างชาติแล้วจะมีทางออกอย่างไร?

เรื่องนี้ทางสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) ได้แนะ 8 ข้อเสนอ เพื่อยกระดับให้ TH-AI Passport เกิดประโยชน์สูงสุด อาทิ รัฐต้องวางกลยุทธ์แพลตฟอร์มเพื่อลดต้นทุนค่า Token จัดสรรให้เหมาะสมกับงาน และต้องเปิดทางให้นักพัฒนาคนไทยทั่วไปสามารถเข้าถึง Token ขั้นสูงผ่านระบบ API ได้ เพื่อนำไปต่อยอดนวัตกรรมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องสนับสนุนโมเดล LLM ที่พัฒนาโดยคนไทย เช่น ThaiLLM เข้าไปเป็นทางเลือกบนแพลตฟอร์มควบคู่ไปกับการรายงานปริมาณการใช้ Token ของแต่ละค่าย AI อย่างโปร่งใสตรวจสอบได้

นอกจากนี้ทาง AIEAT และกูรูไอทียังเห็นตรงกันว่า รัฐบาลควรเแบ่งงบประมาณส่วนหนึ่งมาจัดซื้อเครดิตจาก AI Startup ไทย เพื่อนำไปแจกจ่ายให้ประชาชนและกลุ่ม SME ได้ใช้งาน ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยสร้างประโยชน์แบบ “วิน-วิน” สองเด้ง เด้งแรกคือช่วย SME เพิ่มผลิตภาพในการทำธุรกิจ เด้งที่สอง คือช่วยอุ้ม สตาร์ตอัปไทยที่กำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดให้มีรายได้และมีฐานผู้ใช้งานจริง เม็ดเงินก้อนนี้จะถูกหมุนเวียนในประเทศผ่านระบบภาษี แทนที่จะไหลออกนอกประเทศ 100% หากจ่ายให้บิ๊กเทคต่างชาติ 

นอกจากนี้เงินระดับพันล้าน รัฐควรนำมาสร้างทักษะงานระดับสูงและเกิดการจ้างงานได้จริง ช่วยให้เด็กจบใหม่ ทั้งสาย Data Scientist และ AI Engineer ได้มีพื้นที่ปล่อยของ ขณะเดียวกันยังสามารถทำให้มีโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ โดย Startup ไทยสามารถนำเงินทุนนี้ไปลงทุนซื้อการ์ดจอ (GPU) หรือเช่า Data Center ในไทย เกิดการขยายตัวของธุรกิจฮาร์ดแวร์และคลาวด์ภายในประเทศตามมา และมี Data มหาศาลมาเทรนเอไอไทยให้เก่งพอไปแข่งในระดับสากล

การซื้อมาแจกอาจทำให้เราได้ใช้ของสำเร็จรูปที่ดูดีในระยะสั้น แต่หากกระทรวงดีอี ยอมปรับพิมพ์เขียวแก้ทีโออาร์ และมา
สร้างกลไกกำกับดูแล (AI Governance) ที่เข้มงวด พร้อมเทน้ำหนักมาสนับสนุนอุตสาหกรรมไอทีสายเลือดไทยอย่างจริงจัง จึงจะเป็นการตอกเสาเข็มสร้าง “Digital Economy” ที่แท้จริง 

ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตนเองอย่างยั่งยืนในอนาคต!.

จิราวัฒน์ จารุพันธ์