
เรื่องนี้ได้ถูกแลกเปลี่ยนมุมมองกันในงาน “Sensory AI Open House 2026”โดย บริษัท เอ็มยูไอ โรบอติกส์ จำกัด (MUI Robotic) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล และสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) จัดขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ “เทคโนโลยีประสาทสัมผัสสำหรับ AI” หรือ “Sensory AI” ที่เป็น AI ที่ไม่ได้รับรู้เพียงภาพ เสียง หรือข้อความ แต่สามารถรับรู้ “กลิ่นและรสชาติ” ได้เช่นเดียวกับมนุษย์
“ผศ.ดร.ธีรเกียรติ์ เกิดเจริญ” ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ดมกลิ่น จากมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายวิทยาศาสตร์ บริษัท เอ็มยูไอ โรบอติกส์ จำกัด บอกว่า พัฒนาการของเทคโนโลยี AI สามารถแบ่งออกเป็น 3 ยุค โดยยุคแรกคือ ยุค Pattern หรือการจดจำรูปแบบ เช่น การจำใบหน้าคนในสนามบิน แต่ยังไม่มีเหตุผลมารองรับว่าคนนั้นเป็นใครหรือมีรายละเอียดอย่างไร
ยุคที่ 2 คือยุค Reasoning หรือเหตุผล ซึ่งเป็นยุคปัจจุบันที่ AI เริ่มมีเหตุผลและสามารถพูดคุยโต้ตอบเพื่อช่วยวางแผนงานหรือทำรายงานสรุปผลได้ ส่วนยุคที่ 3 คือ Emotion &Feeling จะเป็นยุคที่เรากำลังจะก้าวไป โดยเป็นยุคของอารมณ์และความรู้สึก AI จะมีความรู้สึกนึกคิดใกล้เคียงกับสิ่งมีชีวิตมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันในยุคที่ 3 นี้ยังต้องการงานวิจัยพื้นฐานอีกเป็นจำนวนมาก และต้องใช้ศาสตร์หลากหลายไม่ใช่แค่ด้านเทคโนโลยีแต่ยังมีด้านมนุษยศาสตร์อีกด้วย

“ที่ผ่านมา AI เรียนรู้จากภาพ เสียง และข้อความจำนวนมหาศาล แต่ในโลกจริงยังมีข้อมูลอีกประเภทหนึ่งที่มนุษย์ใช้ตัดสินใจทุกวัน คือ ข้อมูลจากประสาทสัมผัส ซึ่งในอุตสาหกรรมอาหาร กลิ่นใช้ตัดสินคุณภาพสินค้า ในสิ่งแวดล้อมกลิ่นจะสะท้อนปัญหามลพิษ ขณะที่ในเรื่องสุขภาพ กลิ่นลมหายใจอาจเป็น Biomarker ของโรค เมื่อ AI สามารถเข้าใจข้อมูลเหล่านี้ได้ จะช่วยยกระดับการตัดสินใจ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้เกิดระบบอัจฉริยะที่ใกล้เคียงการรับรู้ของมนุษย์มากขึ้น”
ผศ.ดร.ธีรเกียรติ์ บอกถึงจุดเริ่มต้นของ Sensory AI ว่าเกิดจากงานวิจัยด้านหุ่นยนต์ดมกลิ่นและระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับสารระเหย ที่มีการศึกษามายาวนานกว่า 20 ปี ภายในห้องปฏิบัติการ โดยช่วงแรกทีมวิจัยมุ่งเน้นการพัฒนาเซ็นเซอร์และอัลกอริทึมพื้นฐาน แต่ความท้าทายสำคัญคือ การนำเทคโนโลยีออกจากห้องปฏิบัติการไปสู่โลกจริง เพราะสภาพแวดล้อมในโรงงานและอุตสาหกรรมมีความซับซ้อนสูงกว่ามาก จึงต้องมีการพัฒนาทั้งด้านฮาร์ดแวร์ AI ระบบ Cloud การจัดการข้อมูล รวมถึงสร้างโมเดลกลิ่นที่เรียนรู้จากข้อมูลจริงจำนวนมาก
ปัจจุบัน Sensory AI ไม่ใช่เพียงงานวิจัยอีกต่อไป แต่เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถให้บริการเชิงพาณิชย์ได้จริง และถูกใช้งานกับลูกค้าในหลายอุตสาหกรรม และปัจจุบัน AI ระดับโลก มีความสามารถด้านการมองเห็น (ตา) และการได้ยิน (หู) แล้ว แต่ยังขาดประสาทสัมผัสเรื่องลิ้น (การรับรส) และ จมูก (การรับกลิ่น)

“Sensory AI จะช่วยย่นระยะเวลาในการสร้างนวัตกรรมอาหาร เปลี่ยนจากการทดลองสูตรอาหารในสภาวะจริง มาเป็นการทดลองรสชาติในโลกเสมือน ทำให้กระบวนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหารสั้นลงอย่างมากและออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังมีการขยายบริการสู่เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น การตรวจสอบมลพิษทางกลิ่นในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อลดผลกระทบต่อชุมชน และการใช้ AI แทนดุลพินิจของมนุษย์ในการตรวจสอบคุณภาพ (QC) ช่วยให้ผลการตรวจสอบแม่นยำและโปร่งใส ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งออกและสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล”
ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน MUI เก็บข้อมูลด้านอาหารมากว่า 5 ปี มีข้อมูลประมาณ 200 ล้านชุดข้อมูล อนาคตตั้งเป้าเก็บข้อมูลให้ถึงระดับแสนล้านชุดข้อมูล เพื่อทำให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูล หรือดาต้าเบส ที่แข็งแกร่งและแม่นยำที่สุดในด้านกลิ่นและรสชาติ และกลายเป็นมาตรฐานที่ถูกนำไปใช้ทั่วโลก
ด้าน “ดร.วันดี วัฒนกฤษฎิ์” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอ็มยูไอ โรบอติกส์ บอกว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุค AI Economy และข้อมูลกำลังเป็นทรัพยากรสำคัญ แต่ยังมีข้อมูลอีกชั้นหนึ่งที่ยังไม่ถูกนำมาใช้เต็มศักยภาพ นั่นคือ ข้อมูลจากประสาทสัมผัส หรือ Sensory Data เราเชื่อว่า กลิ่นและรสชาติ คือ New Data Layer of AI

ขณะที่ “ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย” นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท SYNAPES Thailand บอกว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของ AI จากเดิมที่เน้นการทดลองใช้งาน สู่การประยุกต์ใช้จริงในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ปัจจุบันเราเห็นทั้งผู้ใช้ AI ผู้พัฒนา AI Startup มหาวิทยาลัย และหน่วยงานภาครัฐเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้ Ecosystem มีความแข็งแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอดีต AI ถูกใช้กับงานวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน หรือระบบอัตโนมัติบางส่วน แต่ปัจจุบัน AI ถูกนำมาใช้ในงานที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น Predictive Maintenance, Computer Vision, Quality Control รวมถึงการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สิ่งที่น่าสนใจคือ AI กำลังขยับจากการช่วยลดต้นทุน ไปสู่การสร้างความสามารถใหม่ทางธุรกิจ
AI กำลังมีวิวัฒนาการต่อเนื่อง ในอนาคต AI อาจสามารถ เข้าใจ–รู้สึก มีประสาทสัมผัสเหมือนมนุษย์ก็เป็นได้.
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



