โดย“นายกสมาคมโหราศาสตร์ฯ” ได้เปิดประเด็นอธิบายถึงดวงดาวสำคัญๆ 3-4 ดวง ว่า เริ่มที่ “ดาวพฤหัสบดี” ปี 2567 จะโคจร 2 ราศี ปัจจุบันโคจรตรงราศีเมษ และจะอยู่ไปถึงวันที่ 30 เม.ย. 2567 จากนั้นจะย้ายเข้า “ราศีพฤษก” ไปจนถึง 13 พ.ค. 2568 ก่อนจะย้ายราศีเข้าราศีมิถุน

ตามตำรา ดาวพฤหัสอยู่ในราศีเมษ ภพที่ 1 ของดวงเมือง ประเทศจะเจริญรุ่งเรือง ประชาชนมีความผาสุก การค้าขายดี สัมพันธไมตรีกับต่างประเทศดี  มีสันติสุข ศาสนาแพร่หลาย กิจการการกุศลก้าวหน้า  

แต่ถ้าตกอยู่ในโยคเกณฑ์ร้าย ผลประโยชน์จะลดลง ตามสภาพของตำแหน่งสัมพันธ์ที่มีกับดาวเคราะห์อื่น เช่น “พฤหัสไปสัมพันธ์กับดาวอังคาร” จะมีการใช้จ่ายสูง การเจรจาอาจมีความขัดแย้ง โน้มน้าวไปสู่ความรุนแรง หรือสงคราม แต่ถ้าโยคเกณฑ์ร้ายกับดาวเสาร์ การเงินประเทศจะได้รับความเสียหาย แต่ถ้าเป็นดาวมฤตยู จะอำนวยความอับโชคให้รัฐบาล แต่ถึงมีปัญหาบ้าง ก็จะเรียบร้อยในที่สุด

อายุเมืองตอนนี้จะครบ 242 ปี ในวันที่ 21 เม.ย. 2567 ดาวพฤหัสเป็นกาลกิณีจร จะให้ความยุ่งยาก ให้ผลร้าย ให้โทษทางด้านกฎหมาย ศีลธรรม คือ เกิดการใช้กฎหมายมาห้ำหั่นกัน หรือที่เรียกว่า นิติสงคราม ชิงไหวชิงพริบ ชิงผลประโยชน์

แต่ภาพปรากฏ เดิมดาวพฤหัส กุมกับราหูตรงราศีเมษ ตอนนี้พระราหูย้ายเข้าราศีมีน ส่วนดาวเสาร์อยู่ตรงราศีกุมภ์  ช่วงปี 2566 ดาวตรีเทพส่งกระแสถึงกัน ดาวพฤหัสถือเป็นจอมเทพ ส่วนราหูเป็นจอมมาร เทพกับมารผสมกลมกลืนกัน การตั้งรัฐบาลจึงออกตามดวงดาวที่ผสมกันนี้ แล้วดาวพฤหัสบดี จะย้ายเข้าราศีพฤษภวันที่ 30 เม.ย. 2567 อยู่ถึง 13 พ.ค. 2568  ดาวพฤหัสบดีอยู่เรือนเศรษฐกิจ การเงินการคลัง จะอำนวยโชคดีให้การเงิน เศรษฐทรัพย์ทั้งหมดของประเทศ การค้าขายรุ่งเรือง ภาษีอากรเพิ่มขึ้น แต่ประชาชนส่วนใหญ่จะเสียภาษีน้อยลงและได้รับอานิสงค์มาก

นอกจากนี้ ความยุ่งยากเกี่ยวกับสภาพดาวเคราะห์ที่เข้ามาเบียน เช่น “ดาวอังคารเบียน” แสดงถึงการใช้จ่ายสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกองทัพ หาก “เสาร์เบียน” จะเกิดความล้มเหลว สูญเสียทางสถาบันการเงิน ตลาดหุ้น ดาวพฤหัส โคจรราศีพฤษก ไปกุมกับดาวมฤตยู ที่โคจรรออยู่ก่อนหน้านี้ เรียก “พฤหัสมฤตยูครูวิเศษ” จะมีการใช้กลวิธีใหม่เกี่ยวกับการเงิน การธนาคาร จะมีระเบียบวิธีการใช้จ่ายเงิน การปริวรรตเงินตราเข้าสู่มิติแปลกไปจากเดิม มีการพัฒนา ระเบียบวิธีการ และกฎหมายทางการเงินที่สำคัญเข้าสู่สภาหลายครั้ง แต่ระวังเรื่องการแข่งขันทางการเงินที่รุนแรง  การเงินจะเฟื่องฟู แต่กลัวภาวะเงินเฟ้อที่ค่อนข้างรุนแรงขึ้น

มาที่ “ดาวพระเสาร์” โคจรอยู่ราศีกุมภ์ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2566- 19 พ.ค.2568 เป็นมูลเกษตร แปลว่าเกษตรดั้งเดิม เป็นมาตรฐานที่สร้างความมั่นคงให้ดาวเสาร์ ดาวเสาร์เป็นเจ้าเรือนกัมมะ หรือการบริหารราชการแผ่นดิน ผู้ใช้อำนาจ เช่น นายกฯ และ ครม. เมื่อดาวเสาร์โคจร เข้าสู่ภพ 11 “เจ้าเรือนกัมมะจรเข้าสู่เรือนลาภะ” การงานที่เคยทำไว้ หรือทำอยู่จะสำเร็จ ได้ผลประโยชน์ มิตรให้ความช่วยเหลือ แสดงว่า ผลงานรัฐบาลที่เคยทำไว้ในยุคก่อนๆ จะส่งผลดีเป็นรูปธรรมในรัฐบาลนี้

ตำรายังบอกว่า รัฐบาลจะมั่นคง งานรัฐสภาก้าวหน้า แม้ต้องเผชิญหน้ากับฝ่ายค้านอย่างหนัก ความสำเร็จมียิ่งขึ้น โดยเฉพาะถ้าได้รับการสนับสนุนจากดาวอาทิตย์ หรือมฤตยู และหากได้รับการสนับสนุนจากดาวพฤหัส ดาวศุกร์ หรือดาวจันทร์ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณ หรือที่เกี่ยวกับการเงิน จะดำเนินไปได้อย่างพึงพอใจ  

แต่ถ้าโยคเกณฑ์ร้าย กับบาปพระเคราะห์การบัญญัติกฎหมายการเงินจะชะงัก ชักช้า เกิดภัยจากคะแนนเสียงข้างมาก มีความเสียหายของพ.ร.บ.บางฉบับ เกิดความไม่พอใจภายในพรรค เกิดปัญหายุ่งยาก โดยเฉพาะกฎหมายการเงิน ถ้าดาวเคราะห์เบียนมาจากภพที่ 8 บุคคลสำคัญ รัฐบุรุษบางคนก็จะถึงแก่กรรม

แล้วถ้าเกิดในภพ 11 หมายถึงรัฐสภา เพราะฉะนั้นสส.คนสำคัญ อาจจะถึงแก่กรรม แล้วต้องมีการเลือกตั้งซ่อม

ต่อมาคือ “พระราหู” ในช่วงที่ผ่านมา ราหูทำร้ายดวงเมืองค่อนข้างเยอะตั้งแต่อยู่ราศีพฤษก ในภพที่ 2 เรียก “ราหูค้นทรัพย์” อย่างตอนโควิดระบาดก็มีการกู้เงินจำนวนมาก อย่างไรก็ตามตอนนี้ราหูออกจากราศีเมษเข้าราศีมีน และอยู่ไปถึงวันที่ 5 พ.ค.2568 ทำให้ความมืดที่ครอบงำดวงเมืองค่อยๆ หายไป ก็น่าจะส่งผลดี

แต่ในดวงเมือง ตรงราศีมีนมีดาวอยู่ 3 ดวง คือ จุดราหู จุดพระพุธ จุดพระศุกร์ อยู่ด้วย ดังนั้น “ราหูทับราหู” ซึ่งไม่ค่อยดี เพราะราหูเป็นตัวแทน หรือผู้ปกครองราศีกุมภ์ ซึ่งเป็นภพที่ 11 ของดวงเมือง หมายถึง รัฐสภา ออกกฎหมาย การกำหนดนโยบายของชาติ เมื่อราหูทับราหูจะให้โทษ เกิดปัญหาครั้งสำคัญ เกิดความสับสน วุ่นวายในรัฐสภา หรือพรรคการเมือง

แล้ว “ราหูยังทับพุธ” อาจจะเกิดปัญหา คดีเกี่ยวกับการสื่อสาร เกิดคดีหมิ่นประมาท การเดินทาง การขนส่ง  “ผู้ใหญ่ต้องโทษ” หรือ “ผู้ใหญ่ให้โทษ”

ราหูผ่านจุดพระศุกร์ ซึ่งเป็นดาวการเงินการคลัง และยังเป็นเจ้าเรือนที่ 7 หมายถึงกิจการต่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นต้องดูแลเรื่องปากท้อง เศรษฐกิจการเงินการคลังให้ดี โดยเฉพาที่กระทบความเป็นอยู่ของประชาชน และความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือ หรือความขัดแย้งที่สามารถเกิดขึ้นได้  

“ราหู” ไปไหนก็จะเกิด “อุปราคา” หรือการบังกันของดวงดาว ในปี 2567 จะเกิด 4 ครั้ง เกิดตรงราศีกันย์ 2 ครั้ง  ราศีมีน 2 ครั้ง ซึ่ง 2 ราศีนี้เป็นทวิภาวะราศี จะก่อให้เกิดเหตุการณ์ยุ่งยาก ซับซ้อน ยากแก่การสอบสวน เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประชาชนคนส่วนใหญ่ เกษตรกร กรรมกร แรงงาน อาจจะมีการนัดหยุดงาน อาชญากรรม โรคภัยไข้เจ็บ ความยุ่งยากทางศาสนา การศึกษา มีผลตามหลังมาด้วยอุบัติเหตุเกี่ยวกับการเดินทางและการท่องเที่ยว ทั้งทางบก ทางทะเล

“อุปราคา” นี้เกิดในราศีกันย์ซึ่งเป็นธาตุดิน 2 ครั้ง จะทำความเสียหายให้พืชผลทางการเกษตร โลกธุรกิจถูกก่อกวน กระทบกระเทือนการค้า และเกษตรกรรมเสียหาย ความยุ่งยากปัญหาทางการเงิน เกิดความอับโชคเกี่ยวกับรัฐบาล  และเกิดฝนแล้ง ดังนั้นปีหน้าภัยแล้งเป็นปัญหาสำคัญ

แต่บางพื้นที่ ก็เกิดปัญหาอุทกภัย เพราะจะเกิดอุปราคาในราศีธาตุน้ำ คือราศีมีนขึ้น 2 ครั้งฝนตกมากเกินไป สร้างความเสียหายจากอุทกภัย การตายจากจมน้ำ อุบัติเหตุทางน้ำ ความยุ่งยากเกี่ยวกับอาชีพที่เกี่ยวกับน้ำ หรือของเหลว ความเจ็บป่วย ภัยจากโรคระบาด ซึ่งจะมีจำนวนคนตายเยอะ และยังมีบุคคลคนสำคัญด้วย แต่ถ้าเป็น “จันทรุปราคา” ชนชั้นกรรมาชีพเดือดร้อน เกิดความไม่พอใจ มีปัญหาของคนหมู่มาก ระวังอาชญากรรมลึกลับที่ยุ่งยากต่อการสืบสวน

ที่บอกว่าจะเกิดอุปราคาที่ราศีกันต์ 2 ครั้ง เป็นจันทรุปราคาเงามัว 1 ครั้ง และสุริยุปราคาวงแหวนอีก 1 ครั้ง ที่ราศีกันย์เป็นภพที่ 6 ของดวงเมือง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประเทศ และประชาชน กระเทือนสุขภาพอนามัย และธุรกิจ การงานประสบความอับโชค อาจเกิดปัญหาการว่างงาน การขัดใจระหว่างนายจ้าง กับลูกจ้าง เกิดการนัดหยุดงาน บริการของประเทศถูกกระทบกระเทือน

สุดท้าย มีอุปราคาเกิดขึ้นตรงราศีมีน 2 ครั้ง เป็น “สุริยุปราคาเต็มดวง” กับ “จันทรุปราคาบางส่วน” แล้วราศีมีนเป็นภพที่ 12 ของดวงบ้านเมือง อุปราคาเกิดขึ้นในภพ 12 จะนำความอัพโชค ความเศร้าโศกเสื่อมเกียรติ เสื่อมโทรมสู่ประเทศหรือรัฐบาล ยิ่งเป็นสริยุปราคาเต็มดวง โรงพยาบาล เรือนจำ ราชทัณฑ์ โรงงาน สถานการกุศล จะถูกกระทบกระเทือน อาชญากรรมลึกลับเพิ่มขึ้น และถ้าเป็นจันทรุปราคา ประเทศจะเผชิญศัตรูลึกลับจากต่างประเทศ

ปี 2567 พระอังคารโคจรเข้าใกล้โลกช่วงปลายปี อุบัติเหตุ อุบัติภัยในปีหน้าจะรุนแรงบางช่วง โดยเฉพาะตอนไปกุมกับดาวเสาร์ เกิดอุบติเหตุ อุบัติภัยค่อนข้างชุก ช่วงวันที่ 15 มี.ค. 2567 – 23 เม.ย.2567 อุบัติเหตุจะรุนแรง ดินฟ้าอากาศแปรปรวน ลม พายุฤดูร้อน น้ำแล้ง  

ช่วง “อังคารกุมราหู” ซึ่งมีอยู่ตอนหนึ่ง คือตอน “อังคารกุมพระมฤตยู” ช่วงวันที่ 13 ก.ค. 2567 -26 ส.ค. 2567 ที่น่าสนใจมากที่สุด คือตอนอังคารถอยหลังในราศีกรกฎแล้วหยุดนิ่งที่ระยะ 13 องศา 16 ลิปดา แล้วถอยหลังเข้ามาใกล้โลก อยู่ด้านเดียวกับโลก อังคารจะเล็งกับดวงอาทิตย์ ส่งกระแสสัมพันธ์ถึงดาวเสาร์ จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ มีเรื่องราวค่อนข้างรุนแรง ช่วงปลายปี จึงต้องระมัดระวังราวๆ วันที่ 19 ต.ค. 2567 – ต้นปี 2568  

@ อุบัติเหตุที่ว่า คือเกี่ยวกับสุขภาพ หรืออุบัติเหตุทางการเมืองหรือไม่

ถ้าพูดถึงเรื่องการเมืองปีหน้า มีจุดเปลี่ยนแปลงหลายจุดโดยเฉพาะแถวๆ เดือน พ.ค. อย่างน้อยก็มีการปรับครม. ครั้งใหญ่ ส่วนการเปลี่ยนแปลงรุนแรง ยิ่งใหญ่ น่าจะช่วงราหูอยู่ราศีมีน อยู่ต้นๆ ราศี ทั้งนี้ราหูจะมีวัฏฏะ 18 ปี ถ้าย้อนไป 18 ปีที่แล้ว จะเจอวันที่ 19 ก.ย.2549 ปีนั้นนายทักษิณ ชินวัตร ถูกยึดอำนาจ แล้ววงรอบของราหูจะกลับมาอีก กลัวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย แล้วในวันที่ 19 พ.ย.2567 จะเกิดอุปราคาตรงราศีมีน แล้วราหูดวงเมืองอยู่ตรงราศีมีน ราหูนายกฯ ที่อยู่เบื้องหลังก็อยู่ตรงราศีมีน และได้ข่าวว่านายกฯ คนปัจจุบันก็สัมพันธ์กับราศีมีนด้วย  ดังนั้น ปลายปีน่าจะมีอะไรแรงๆ นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงได้ อาจจะโยงไปถึงต้นปี 2568

โดยสรุปปีหน้าเรื่องดีมีหลายเรื่อง มีสิ่งดีมากกว่าสิ่งร้าย คราวราหูทับดวงเมืองที่ผ่านมาอยู่ปีครึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังเดินไปได้

อย่างไรก็ตาม ประเทศประกอบด้วย ประชาชน ดินแดน และความเป็นอิสระ คืออำนาจอธิปไตย แต่ประการสำคัญคือเราเป็นส่วนหนึ่งของชาติบ้านเมือง ของดวงเมือง เพราะฉะนั้น “ดวงคน” กับ “ดวงเมือง” นั้นแตกต่างกัน ดวงคนเป็นดวงปัจเจกบุคคล สามารถเคลื่อนที่เดินทางได้ แก้ไขได้ง่ายกว่า

ส่วน “ดวงเมือง” มีองคาพยพที่ซับซ้อน หลากหลาย การจะแก้ไขดวงเมืองจะสัมฤทธิ์ผลได้ ประชาชนทุกคนต้องพร้อมใจกันกระทำเพื่อดวงเมือง เพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมือง หรือก็คือความสามัคคีกัน ดำเนินชีวิตเพื่อประโชย์ของสังคม ของชาติ ก็จะนำพาบ้านเมืองไปสู่อนาคตที่ดีได้ด้วยการขับเคลื่อของพลังประชาชน แต่ตามหลักการศาสนาพุทธท่านให้ยึดถือปัจจุบันเป็นหลัก ทำปัจจุบันให้ดี ซึ่งสอดคล้องกับหลักการทางโหราศาสตร์ บอกว่าอดีตเป็นรากฐานปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นรากฐานของอนาคต ดังนั้นถ้าทำปัจจุบันให้ดี เชื่อแน่ว่า อนาคตก็จะได้รับผลดีด้วย จึงขอฝากมาตรงนี้.