ตามรายงานการวิจัยของธนาคารเพื่อการลงทุนเมย์แบงก์ ตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์นี้ ซึ่งคิดเป็นมากกว่า 17% ของแรงงานในมาเลเซีย เพิ่มขึ้น 25% จากจำนวนผู้ประกอบอาชีพอิสระจำนวน 2.4 ล้านคน ในปี 2564 ซึ่งคนกลุ่มดังกล่าวประกอบอาชีพที่มีรายได้รายวันเป็นหลัก เช่น ฟรีแลนซ์, คนหาบเร่, ผู้ค้ารายย่อย, เจ้าของแผงอาหาร และกิจการเจ้าของคนเดียว
นายลี เฮง กุ้ย กรรมการบริหารของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและสังคม (ซีอีอาร์ซี) กล่าวว่า อุตสาหกรรมหลายแห่งอาจประสบความลำบากในการหาแรงงานที่มีทักษะในระยะยาว หากคนหนุ่มสาวไม่ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เพื่อทำงานในธุรกิจที่ไม่เป็นทางการ และไม่ได้จดทะเบียน ซึ่งไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อฝึกอบรมคนงาน
“มาเลเซียจำเป็นต้องมีแรงงานทักษะมากขึ้น หากประเทศต้องการก้าวไปข้างหน้าในอุตสาหกรรมไฮเทค เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) แต่ธุรกิจที่ไม่ได้จดทะเบียน ซึ่งทำให้การลงทุนน้อยลง และเพิ่มจำนวนแรงงานทักษะต่ำ ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอ่อนแอลง” ลีกล่าวเพิ่มเติม
ทั้งนี้ เมย์แบงก์กล่าวว่า การเติบโตในเศรษฐกิจนอกระบบของมาเลเซีย อยู่ที่ 6.5% เมื่อปี 2566 ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของการจ้างงานทั้งหมดที่ 2.4% ในปีที่แล้ว ขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติมาเลเซีย (ดีโอเอสเอ็ม) ระบุเสริมว่า อัตราการว่างงานของประเทศอยู่ที่ 3.4% ในปี 2566 ซึ่งถือว่าต่ำที่สุด นับตั้งแต่การระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 แต่ข้อมูลกลับบ่งชี้ว่า ชาวมาเลเซียกลุ่มนี้เลือกทำงานอิสระ แม้ตลาดงานจะแข็งแกร่งก็ตาม
เมื่อเดือน พ.ค. 2566 ผลการสำรวจความคิดเห็นของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในมาเลเซีย พบว่า 49% ของนักเรียนที่จบการศึกษาจากโรงเรียนแห่งหนึ่ง ไม่วางแผนที่จะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา โดยในจำนวนนี้ 26% กล่าวว่า พวกเขามีแผนที่จะเป็นคนขับรถรับจ้างส่วนบุคคล หรือพนักงานส่งของ
ด้านนางจูเลีย โกห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ “ยูโอบี กรุ๊ป” คาดการณ์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นในปีนี้ จะช่วยผลักดันภาคส่วนงานนอกระบบให้เติบโตระหว่าง 4-5% โดยส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมการบริหาร และสิ่งนี้จะดึงดูดชาวมาเลเซียให้เปลี่ยนมาประกอบอาชีพอิสระมากขึ้น
นอกจากนี้ ชาวมาเลเซียบางคนเลือกที่จะทำอาชีพอิสระ เพื่อหารายได้เสริม และรับมือกับค่าครองชีพที่พุ่งสูง ขนาดผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะ ก็เลือกที่จะทำงานเป็นฟรีแลนซ์ แม้ชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น และอิสระในการทำงาน จะแลกมาด้วยความไม่มั่นคงของงานก็ตาม
อนึ่ง นายสตีเวน ซิม รมว.ทรัพยากรมนุษย์ของมาเลเซีย กล่าวว่า กำลังดำเนินการศึกษาการแก้ไขพระราชบัญญัติการจ้างงาน เพื่อให้การคุ้มครองแรงงานนอกระบบมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การหาวิธีจัดระเบียบภาคส่วนนอกระบบ เพื่อผลประโยชน์และการคุ้มครองคนงาน แต่การศึกษาข้างต้น ยังเป็นแค่การประเมินความเป็นไปได้.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



