กรณีผู้จัดการในบริษัทฯ ไปรับทำางานที่ปรึกษาให้กับบริษัทในฮ่องกง จะได้รับเงินโอนจากฮ่องกง ปีละ 2-3 ครั้ง ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่ฮ่องกงแล้ว ต้องนำยื่นเสียภาษีในประเทศไทยอีกหรือไม่ ทางบริษัทที่ฮ่องกงแจ้งท่านว่า ไม่ต้องเสียภาษีในไทยแล้ว เพราะฮ่องกงมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับไทย ที่ถูกต้องคือต้องยื่นเสียภาษีในไทยอีกหรือไม่คะ

ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 161/2566 เรื่องการเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่15 กันยายน พ.ศ.2566 แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำาสั่งกรมสรรพากรที่ ป.162/2566 ฯ ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 ความว่า

“เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการตรวจและแนะนำาผู้อยู่ในประเทศไทย ซึ่งมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา40 แห่งประมวลรัษฎากรในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ตามมาตรา41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากรกรมสรรพากรจึงมีคำาสั่ง ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 บุคคลซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร ที่มีเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศตามมาตรา 41 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ในปีภาษีดังกล่าว และได้นำาเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีใดก็ตาม ให้บุคคลนั้นมีหน้าที่ต้องนำเงินได้พึงประเมินนั้นมารวมคำานวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตามมาตรา 48 แห่งประมวลรัษฎากร ในปีภาษีที่ได้นำาเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567”

ดังนั้น กรณีบุคคลธรรมดา ได้รับเงินได้จากการรับงานที่ปรึกษาให้กับบริษัทในประเทศฮ่องกง ซึ่งจะได้รับเงินโอนจากฮ่องกง ปีละ2-3 ครั้ง โดยถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายของประเทศฮ่องกงแล้วเช่นนี้ หากในปีที่ได้รับเงินได้ กรรมการเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ถึง 180 วันปีภาษีนั้น ผู้มีเงินได้พึงต้องนำาเงินได้จากประเทศฮ่องกง มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทยอีก โดยมีสิทธินำาภาษีเงินได้ที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย มาใช้เป็นเครดิตตามอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-ฮ่องกง