หลังมีการคาดหมายกันมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และนายคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ลงนามร่วมกัน ในข้อตกลงการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม ระหว่างการเยือนกรุงเปียงยางของปูติน เมื่อเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา โดยสาระสำคัญของข้อตกลงดังกล่าว คือการที่รัสเซียและเกาหลีเหนือ “มอบความสนับสนุนและความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” ในกรณีที่อีกฝ่าย “เผชิญกับการถูกคุกคามด้วยความก้าวร้าว”
“เดอะ วอชิงตัน โพสต์” ของสหรัฐ รายงานเมื่อไม่นานมานี้ โดยอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวด้านความมั่นคง ว่า “ทหารเกาหลีเหนือหลายพันนาย” กำลังเข้ารับการฝึกฝนทางทหารเพิ่มเติม ในภูมิภาคตะวันออกไกลของรัสเซีย และมีความเป็นไปได้ว่า ทหารเกาหลีเหนือเหล่านี้จะเดินทางเข้าไปประจำการ บนแนวหน้าของสมรภูมิยูเครน ภายในสิ้นปี 2567
ขณะที่ “เดอะ เคียฟ อินดิเพนเดนต์” ของยูเครน รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวทางการทูต ว่าเกาหลีเหนือส่งทหารเข้าไปในรัสเซียแล้วราว 10,000 นาย เพื่อรอรับการฝึกฝน
ส่วนพล.อ.ลอยด์ ออสติน รมว.กลาโหมสหรัฐ กล่าวว่า “มีหลักฐานบ่งชี้” ว่ามีทหารเกาหลีเหนืออย่างน้อย 3,000 นาย กำลังประจำการอยู่ในรัสเซีย “แต่ยังเร็วเกินไป” ที่จะตัดสินตั้งแต่ตอนนี้ เกี่ยวกับ “เป้าหมายที่แท้จริง” ของรัฐบาลเปียงยาง ในการส่งทหารเหล่านั้นเข้าไปในรัสเซีย
ข้อมูลทั้งหมดของฝ่ายตะวันตกและยูเครน ได้รับการสนับสนุนให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น เมื่อสำนักข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ ( เอ็นไอเอส ) ยืนยันการตรวจพบความเคลื่อนไหวระหว่างวันที่ 8-13 ต.ค. ที่ผ่านมา ว่าเกาหลีเหนือส่งทหารจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษราว 1,500 นาย เดินทางไปยังรัสเซีย โดยกองทัพเรือรัสเซียส่งเรือมารับ ตอนนี้ทหารเหล่านั้นอยู่ที่ค่ายทหารหลายแห่ง ในภูมิภาคตะวันออกไกลของรัสเซีย เพื่อเข้ารับการฝึกฝนเพิ่มเติม
รายงานของเอ็นไอเอสระบุด้วยว่า ทหารเกาหลีเหนือเหล่านี้ได้รับเครื่องแบบทหารรัสเซีย และอาวุธของรัสเซีย “เพื่ออำพรางตัว” พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นว่า เกาหลีเหนือจะทยอยส่งทหารเดินทางไปยังรัสเซียอย่างต่อเนื่อง และอาจมีจำนวนมากถึง 12,000 นาย เมื่อครบตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลเปียงยางกับรัฐบาลมอสโก และการลำเลียงกำลังพลรอบสอง “น่าจะเกิดขึ้นภายในอีกไม่นานนี้”

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเปียงยางยืนกรานปฏิเสธข้อมูลทั้งหมดดังกล่าว ด้านทำเนียบเครมลินกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับเกาหลีเหนือ “ไม่เกี่ยวข้องกับเกาหลีใต้” ซึ่งจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยืนยันว่า รัสเซียกับเกาหลีเหนือจะเดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือระดับทวิภาคีกันต่อไป
ทั้งนี้ ก่อนการยกระดับความร่วมมือกับรัสเซีย เกาหลีเหนือส่งแรงงานไปยังรัสเซียตั้งแต่ปี 2565 เพื่อภารกิจฟื้นฟูพื้นที่บางส่วน ซึ่งได้รับความเสียหายจากสงครามกับยูเครน จึงมีการวิเคราะห์เช่นกันว่า หากข้อมูลเกี่ยวกับทหารเกาหลีเหนือในรัสเซียรอบล่าสุดเป็นความจริง ทหารที่เกาหลีเหนือส่งไป น่าจะเป็นทหารช่าง เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของอาวุธที่ส่งไปให้รัสเซีย ในการต้านทานกับอาวุธของตะวันตก และให้ความช่วยเหลือรัฐบาลมอสโก ในการซ่อมบำรุงอาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านั้นด้วย ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่เกาหลีเหนือเคยให้ความช่วยเหลือซีเรีย เมื่อปี 2561
ยิ่งไปกว่านั้น การส่งทหารเกาหลีเหนือไปประจำการในต่างประเทศ ไม่ต่างอะไรกับ “การส่งออกสินค้า” สำหรับรัฐบาลเปียงยาง ซึ่งจะได้รับเงิน “เป็นค่าตอบแทน” ขณะที่อุตสาหกรรมการผลิตอาวุธของเกาหลีเหนือกำลังเร่งการผลิตในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เพื่อให้ทันกับความต้องการของรัสเซีย
จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกาหลีเหนือส่งทหารเข้าสู่สมรภูมิในต่างประเทศ ก่อนหน้านั้น เกาหลีเหนือเคยมีส่วนร่วมในสงครามเวียดนามมาแล้วด้วย อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางภูมิศาสตร์การเมือง และบริบทของการทำสงครามในยูเครนที่มีผู้เล่นหลายฝ่าย การมอบความสนับสนุนทางทหารของเกาหลีเหนือให้แก่รัสเซียจึงไม่อาจทำได้อย่างเปิดเผยมากนัก และต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ

นับตั้งแต่สงครามในยูเครนปะทุ มีรายงานออกมาเป็นระยะ เกี่ยวกับการพบซากขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ ซึ่งรัฐบาลเปียงยางยืนกรานปฏิเสธมาตลอด แต่ “หลักฐาน” เกี่ยวกับการที่เกาหลีเหนือส่งกำลังพลเข้าไปในรัสเซีย โดยมีปลายทางคือยูเครนนั้น “มีความชัดเจนมากกว่า” แม้ในระยะแรกอาจเป็นเพียงการส่งคณะผู้สังเกตการณ์ และยังไม่ได้เดินทางเข้าสู่สมรภูมิโดยตรง แต่ทุกฝ่ายที่จับตาเชื่อว่า ท้ายที่สุดแล้ว ต้องมีทหารเกาหลีเหนือร่วมสู้รบกับรัสเซียอยู่บนแนวหน้าของสมรภูมิยูเครน
ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับเกาหลีเหนือมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เกิดสงครามในยูเครน และชัดเจนมากขึ้นอีก เมื่อทั้งสองประเทศยกระดับความร่วมมือสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม โดยเฉพาะในด้านกลาโหม
อนึ่ง รัฐบาลเปียงยางยอมรับภูมิภาคโดเนตสก์ ลูฮันสก์ และซาโปริซเซีย ในภาคตะวันออกของยูเครน ว่าเป็นดินแดนของรัสเซีย แต่หากมีการยืนยันว่า ทหารเกาหลีเหนือร่วมสู้รบเคียงข้างทหารรัสเซียในภูมิภาคทั้งสามแห่งจริง เป็นการสะท้อนด้วยว่า ความร่วมมือที่เกี่ยวข้องระหว่างสองประเทศ “ครอบคลุมมากกว่าที่มีการคาดหมาย”
การที่เกาหลีเหนือมอบความสนับสนุนทางทหารอย่างเปิดเผยมากขึ้นให้แก่รัสเซีย แน่นอนว่า “คือบททดสอบสำคัญครั้งแรก” สำหรับความเป็นพันธมิตรระดับทวิภาคี ตามกรอบของการเป็นหุ้นส่วนด้านความมั่นคง อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นสามารถมองได้ในอีกมุมหนึ่งเช่นกัน เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ “เย็นชาและห่างเหินมากขึ้น” ระหว่างเกาหลีเหนือกับจีน ซึ่งยังคงให้การอุปถัมภ์รัฐบาลเปียงยางแทบทุกด้าน
นอกจากนี้ การที่เกาหลีเหนือทุ่มสรรพกำลังทางทหารครั้งสำคัญให้กับรัสเซีย ทำให้สามารถอนุมานได้ว่า แม้บรรยากาศบนคาบสมุทรเกาหลียังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจากกรณีบอลลูนสิ่งปฏิกูล และการที่เกาหลีเหนือระเบิดทำลายถนน และเส้นทางรถไฟที่เชื่อมกับพื้นที่ชายแดนของเกาหลีใต้ แต่สถานการณ์ไม่น่ารุนแรงมากไปกว่านี้ เพราะรัฐบาลเปียงยางต้องหันไปช่วยรัสเซียให้ได้มากที่สุดก่อน

การที่เกาหลีเหนือสามารถมอบความสนับสนุนทางทหารให้แก่รัสเซียได้มากขนาดนี้ แม้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายมากนัก ทว่า “ก่อให้เกิดความวิตกกังวลครั้งใหญ่” และเป็น “สัญญาณเตือน” สำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ว่าพัฒนาการทางทหารของพันธมิตรที่เรียกว่า “อักษะแห่งอำนาจนิยม” นั้น สั่นคลอนเสถียรภาพและความมั่นคงของโลก และความเคลื่อนไหวของพันธมิตรกลุ่มนี้ ก้าวไปไกลกว่าที่เคยประเมินไว้ สวนทางกับการที่ต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรอย่างต่อเนื่องก็ตาม
แม้พันธมิตรในนามอักษะแห่งอำนาจนิยม มีจุดยืนชัดเจน ว่าต่อต้านตะวันตก แต่เทคโนโลยีหลายอย่างที่ฝ่ายนี้ใช้ในสงคราม ยังคงต้องพึ่งพิงฝ่ายตะวันตกอยู่มาก อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยากที่จะควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จในทางปฏิบัติ ตราบใดที่ต่างฝ่ายต่างยังคงมี “ผลประโยชน์ซ่อนเร้น” เข้ามาเป็นตัวเชื่อมโยง
เหนือสิ่งอื่นใด ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป ว่าความร่วมมือทางทหารระหว่างรัสเซียกับเกาหลีเหนือที่พัฒนามาจนถึงระดับปัจจุบัน จะดำเนินต่อไปได้ไกลเพียงใด เมื่อไหร่ก็ตามที่สงครามในยูเครนยุติ การร่วมมือนี้จะสิ้นสุดโดยปริยายหรือไม่ เพราะจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา รัสเซียเคยวิจารณ์เกาหลีเหนือเรื่องโครงการนิวเคลียร์มาก่อน และการผนึกกำลังของทั้งสองประเทศค่อนข้างชัดเจนว่า ต่างฝ่ายต่างต้องการเพียงผลประโยชน์จากกันและกันเท่านั้น.
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
เครดิตภาพ : AFP



