เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. เวลา 19.10 น. นที่ สวนเบญจกิติ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ปราศรัยตอนหนึ่งบนเวทีปราศรัยใหญ่ “เติมกรุงเทพให้เต็ม 10” เพื่อรณรงค์หาเสียงให้กับนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต ว่า วันนี้ที่ตนมายืนอยู่บนเวทีนี้ ไม่ใช่เพราะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองอย่างเดียว ไม่ได้เป็นเพราะตนได้เป็นหัวหน้าพรรคตามเส้นทางทางการเมือง แต่เหตุผลลึกๆ ที่ตนมายืนบนเวทีนี้มีเหตุผลเดียวคือ อยากทำงานการเมืองให้ประเทศนี้มีประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า การเลือกตั้งเหลือเวลาอีก 2 วัน ตนจึงอยากให้ทุกคนทบทวนเหตุผลและความหมายของการเลือกตั้งในครั้งนี้ว่า ทุกครั้งที่ท่านออกไปเลือกตั้ง ท่านเลือกเพราะอะไร ความหมายในการกากบาทลงบัตรเลือกตั้งของท่านคืออะไร เป็นแค่การเลือกผู้ว่าฯ และ ส.ก.คนถัดไป เป็นแค่การเลือก สส.เขตหนึ่งคนที่จะเข้าดูแลเขตเลือกตั้งของท่านใช่หรือไม่ หรือมีความหมายเชิงลึกกว่านั้น
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับตน ตนเชื่อว่าการตัดสินใจของกรุงเทพฯ ยิ่งนับวันก็ยิ่งส่งภาพชัดขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงการเลือกตั้งกทม. ในปี 2565 จนมาถึงการเลือกตั้งใหญ่ในปี 2566 และปี 2569 สิ่งที่ใช้เป็นเหตุผลในการตัดสินใจเลือกตั้งของคนกรุงเทพฯ คือเราอยากเห็นการเมืองที่ดีขึ้นกว่าเดิม อยากเห็นนักการเมืองที่ตรงไปตรงมา ทำงานเพื่อปกป้องผลประโยชน์และเงินภาษีของเราทุกคนใช่หรือไม่
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ตนขอถามว่าการเลือกตั้งในอีก 2 วันต่อจากนี้ ที่ ส.ก.มีตัวเลือกมากมาย บางคนสังกัดพรรค บางคนไม่สังกัดพรรค ตนอยากให้ทุกคนมองไปทุกตัวเลือกก่อนตัดสินใจว่าใครเป็นตัวเลือกที่สามารถเชื่อได้อย่างสนิทใจว่า การทำงานที่ผ่านมาตัวแทนเหล่านั้นอยู่ข้างพ่อแม่พี่น้องอย่างแท้จริง สำหรับตน ตนกล้าการันตีว่าเพื่อน ส.ก.และ สส.ที่รายรอบอยู่ที่บริเวณนี้หลายคนเดินทางร่วมกันมาตั้งแต่อนาคตใหม่
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า การเลือกตั้งปี 2562 พี่น้องไม่ได้ตัดสินใจเลือกพรรคอนาคตใหม่ เพราะคิดว่าเราจะได้เป็นรัฐบาล แต่ที่ออกไปกาเพราะคิดว่าเราจะสร้างการเมืองใหม่ที่พาทุกคนออกจากวงจรการปฏิวัติ ซึ่งทุกคะแนนเสียงที่ทุกท่านมอบให้พวกเราในวันนั้นไม่ได้สูญเปล่า อย่างไรก็ตาม สำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ทั้ง ส.ก.และผู้ว่าฯ สำหรับตน ตนเชื่อว่าไม่ได้มีความหมายที่แค่การเลือกผู้ว่าฯ และส.ก.คนถัดไป ไม่ได้เป็นการเลือกพ่อเมืองมาดูแลปัญหาหน้าบ้าน ทำให้น้ำไหลไฟสว่างทางสะดวก แต่ความหมายสำหรับตนการเลือกตั้งครั้งนี้มันคือการเปลี่ยนการเมืองให้เป็นการเมืองแบบที่เราต่อสู้กันมาตลอด แต่เริ่มจากสนามกรุงเทพฯ ที่ผ่านมาเวลาเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นนายกฯ หรือผู้ว่าฯ ต้องยอมปิดตาข้างหนึ่งเพื่อให้งบประมาณผ่าน แล้วพี่น้องคนกรุงเทพฯ จะยอมให้งบประมาณหมื่นล้านถูกผ่านไปเช่นนั้นหรือ พี่น้องคิดว่างบประมาณหมื่นล้านบาท เราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้แค่ไหน
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เราต้องเลือกผู้ว่าฯ และ ส.ก.ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงจริงๆ และต้องอาศัยผู้นำเมืองที่กล้าเข้าไปเปลี่ยนแปลงในเรื่องต่างๆ สำหรับตน เชื่อมั่นนายชัยวัฒน์ ซึ่งเขาเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองว่าเขาพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองขึ้นทุกวัน ซึ่งตนคิดว่าเป็นคุณสมบัติที่ดีของการเป็นผู้นำ เวลาที่ผู้นำเจอเรื่องยากๆ แต่เขายังยืนอยู่ตรงนี้และเขายังเชื่อในทีมงาน เชื่อในทีมส.ก. หากเขาเชื่อเช่นนี้เขาจะไม่มีวันทรยศประชาชน
“สำหรับผมวันนี้ประเทศไทยมีคนเก่งเยอะแยะไปหมด แต่สิ่งที่การเมืองของประเทศไทยขาดมาตลอดคือผู้นำที่มีเจตจำนงทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ แต่หากขัดกันผลประโยชน์ของประชาชน เขาจะยืนเป็นหลักที่มั่นคงและกล้าพูดปัญหาเหล่านั้นออกมาเสียงดังเพียงพอให้ประชาชนได้รับรู้ ให้ประชาชนเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้พวกเขา นี่เป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าคนกรุงเทพฯ ต้องการผู้ว่าฯ คนต่อไปที่มีคุณสมบัติเช่นนี้” นายณัฐพงษ์ กล่าว
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า เราจะทำให้สีส้มเติบโตขึ้น การเติมความหวังให้พวกเราอยู่ที่การตัดสินใจของประชาชนใน 2 วันต่อจากนี้ ตนอยากให้คนกรุงเทพฯ ออกไปกาด้วยความหวัง เพื่อแสดงเจตจำนงของพวกเราแล้วไปสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ทั่วทุกจังหวัดว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่การเมืองสนามท้องถิ่นเปลี่ยนเอาสมาชิกสภาที่ตรงไปตรงมาเข้าไปตรวจสอบงบประมาณของทุกคน เอาผู้ว่าฯ หรือนายกฯ เมืองเข้าไปบริหาร คนที่มีเจตจำนงจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง จะทำให้ชีวิตคุณภาพของเราดีขึ้นขนาดไหน และหากพี่น้องคนกรุงเทพฯ ตัดสินใจเช่นนี้ ตนให้คำมั่นสัญญาว่าอีก 4 ปีต่อจากนี้ เราจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าการตัดสินใจของทุกท่านจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับจังหวัดอื่นๆ และการเลือกตั้งครั้งหน้าเราจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปด้วยกัน.



