เมื่อต้นเดือนนี้ คณะผู้พิพากษาศาลของประชาชนชั้นสูง ในเมืองโฮจิมินห์ มีคำพิพากษายืน ลงโทษประหารชีวิต นางเจือง มี ลัน ประธานบริษัท วัน ติ๋ญ ฟ้าด จากความผิดฐานฉ้อโกงและยักยอกเงิน จากธนาคารไซ่ง่อน คอมเมอร์เชียล แบงก์ (เอสซีบี) ซึ่งยืมเงินจากนักลงทุนรายย่อยหลายหมื่นคน
แม้การทุจริตเป็นปัญหาที่แพร่หลายในเวียดนาม แต่อาชญากรรมของลัน อยู่ในระดับใหญ่เป็นประวัติการณ์ โดยอัยการกล่าวว่า เธอสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าสูงถึง 27,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 920,000 ล้านบาท) ซึ่งเทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ประจำปีทั้งหมดของบอสเนีย
บรรดาผู้สันทัดกรณีด้านธนาคารต่างกังวลว่า ข้อกล่าวหาที่สร้างความเสียหายอื่น ๆ อาจแอบซ่อนอยู่ในภาคส่วนการเงินของเวียดนาม ซึ่งมีเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยม สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่กำลังมองหาทางเลือกอื่นนอกจากจีน
“เอสซีบี ไม่ใช่ปัญหาเดียว แต่มันเป็นโรคร้ายของเศรษฐกิจโดยรวม” นายบุย เกียน ทัญ ผู้เชี่ยวชาญด้านธนาคาร กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบการเงินของเวียดนามมีลักษณะเฉพาะคือ การขาดการบริการจัดการที่เข้มงวด ซึ่งปัญหาที่คล้ายคลึงกัน เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในสังคม ดังนั้น เวียดนามจึงจำเป็นต้องศึกษาและแก้ไขปัญหานี้ ก่อนที่ปัญหาอื่น ๆ จะปรากฏออกมา
อนึ่ง ผู้สันทัดกรณีหลายคนกล่าวว่า จุดอ่อนสำคัญของระบบธนาคารในเวียดนาม อยู่ที่การกำกับดูแลของตลาดพันธบัตรขององค์กร ซึ่งบริษัทต่าง ๆ จะกู้ยืมเงินจากนักลงทุน โดยเอสซีบี ขายพันธบัตรให้กับลูกค้ารายย่อยโดยตรง “อย่างหลอกลวง” ผ่านสาขาต่าง ๆ ของธนาคาร และใช้พนักงานที่ได้รับการฝึกอบรมนานหลายสัปดาห์ เพื่อสร้างความมั่นใจแบบผิด ๆ ให้กับลูกค้าว่า เงินของพวกเขาปลอดภัย และการลงทุนมีความเสี่ยงเพียงเล็กน้อย
ขณะที่ทัญ กล่าวเสริมว่า ภาคส่วนการเงินทุกระดับของเวียดนาม ตั้งแต่พนักงานภาคสนาม ไปจนถึงหน่วยงานกำกับดูแล ล้วนขาดการฝึกอบรมเกี่ยวกับตลาดการเงิน ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง และภาระผูกพันตามกฎระเบียบ
นอกจากนี้ ระบบธนาคารของเวียดนาม ยังมีการทุจริตที่ฝังรากลึกด้วย โดยอดีตหัวหน้าผู้ตรวจการธนาคาร ของธนาคารกลางแห่งเวียดนาม (เอสบีวี) ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานรับสินบน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 170 ล้านบาท) เพื่อมองข้ามปัญหาทางการเงินของเอสซีบี
นับตั้งแต่เกิดเรื่องอื้อฉาวครั้งประวัติศาสตร์ ทางการเวียดนามก็ยกระดับความพยายามต่อต้านคอร์รัปชัน อย่างไรก็ตาม นายคาร์ล เธเยอร์ ศาสตราจารย์กิตติคุณ จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ กล่าวเตือนว่า บรรดานักลงทุนต่างชาติกังวลว่า ความพยายามปราบปรามการทุจริต อาจทำให้ระบบราชการของรัฐชะงักงัน และกระบวนการเกิดความล่าช้า โดยเจ้าหน้าที่ก็เกรงว่า การตัดสินใจใด ๆ อาจส่งผลให้พวกเขาถูกสอบถามเกี่ยวกับแรงจูงใจ
กระนั้น การเปิดเผยจากคดีนี้หมายความว่า เวียดนามจะต้องดำเนินขั้นตอนพิเศษ เพื่อตรวจสอบระบบธนาคารอย่างมีประสิทธิภาพ.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



