ล่าสุดหนึ่ง“ใบหน้า”นั้นถูกกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก) “ปิดจ๊อบ”หลังใช้เวลาติดตามนานกว่า 6 เดือน เพราะมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์แต่งกายเลียนแบบตำรวจหลอกโอนเงินหลายล้านบาท ต่อมาพบฐานข้อมูลมิจฉาชีพคนเดียวกัน มีผู้ร้องเข้าระบบมามากถึง 163 เคส
ที่สำคัญในจำนวนเหยื่อนั้นเป็นนางงามเวทีดัง “ชาล็อต ออสติน” ที่เสียเงินไป 4 ล้านบาท จากการวิดีโอคอลตุ๋นข้ามคืน ช่วงปลายปีที่ผ่านมา
“ทีมข่าวอาชญากรรม” ย้อนคำสารภาพนายธนาวุฒิ กันยาพันธ์ อายุ 28 ปี หนึ่งใน“กองร้อยปอยเปต” เปิดปากเล่าแผนประทุษกรรม เส้นทางเข้าสู่วงจรมิจฉาชีพ เริ่มจากการถูกชักชวนจากคนใกล้ชิดให้ไปทำงานเป็น“แอดมิน”เว็บไซต์พนันออนไลน์ กระทั่งข้ามฝั่งไปได้ถูกยึดหนังสือเดินทาง(พาสปอร์ต) และบังคับให้ทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์
ช่วง 7 วันแรกที่ไปถึง อ้างว่าต้องไปฟังสคริปเพื่อให้เข้าใจหน้าที่ที่ต้องทำ มีการให้ฝึกวิธีพูด การโทรและการหลอกคน โดยมีชาวจีนเป็นผู้เขียนสคริปให้ และมีล่ามเป็นผู้แปลให้อีกทอดหนึ่ง
พิกัดที่อยู่และที่ทำงานเป็นอาคารสูง 18 ชั้น โดยมิจฉาชีพรายนี้อยู่ที่ชั้น 13 หลอกทำงานสำเร็จ คือสามารถหลอกให้เหยื่อโอนเงินมาได้จะได้รับส่วนแบ่งไว้ใช้จ่ายได้เฉพาะภายในตึก ไม่สามารถออกไปนอกตึกได้
กรณีนายธนาวุฒิอ้างว่า ครั้งหนึ่งเคยพยายามหลบหนี โดยขอความช่วยเหลือไปยังสถานทูตไทย แต่ถูกจับกลับมาได้และถูกทำร้ายร่างกายจากชาวจีนและนายใหญ่ ด้วยการใช้ไม้เบสบอลทุบตี ทำให้ไม่กล้าคิดหนี
กระบวนการหลอกเหยื่อมีทั้งสิ้น 3 สาย สาย 1รับบทข่มขู่ว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดคดีฟอกเงิน หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เมื่อเหยื่อเริ่มหวาดกลัวจะโอนต่อไปยังสาย 2 ที่แต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ พูดคุยโน้มน้าว พร้อมปลอบใจ เพื่อให้เหยื่ออยู่ในสาย อ้างสามารถให้ความช่วยเหลือได้ ด้วยการให้โอนเงินมาตรวจสอบ ย้ำตบท้ายจะได้เงินคืนแน่นอน
ในขั้นตอนสาย 2หากดูท่าทีว่าเหยื่อหลงเชื่อ จะรีบโอนต่อไปยังสาย 3 ที่มีมิจฉาชีพอีกรายแต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ยศสูงรับหน้าที่ไม้สุดท้าย “ปิดดีล”ให้เหยื่อโอนเงินมาตรวจสอบ
หลังโอนเงินเข้าแล้วจะมีฝ่ายการเงิน ซึ่งใช้บัญชีม้าในการรับโอน นำไปแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล และทำการฟอกเป็นสกุลเงินต่างๆ ก่อนแบ่งรายได้ให้ผู้ร่วมขบวนการ โดยการแบ่งรายได้ให้กับผู้ร่วมขบวนการที่เป็นตัวการใหญ่ หรือบอส จะจ่ายค่าจ้างทั้งหมดเป็นเงินสดเท่านั้น ไม่มีการโอนเงิน กันทิ้งร่องรอยให้เจ้าหน้าที่สาวถึง
นายธนาวุฒิอ้างว่าข้ามกลับประเทศไทยมาได้เพราะหมดประโยชน์ เนื่องจากมีอาการป่วยด้วยโรคหัวใจจึงถูกปล่อยตัวกลับ และถูกตำรวจจริงตามจับได้คาที่พัก ขณะศาลไม่อนุญาติปล่อยชั่วคราว เพราะพฤติการณ์กระทำร้ายแรง ก่อให้เกิดผลเสียหายจำนวนมาก
นับเป็นตัวอย่าง“จุดจบ”มดงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเชื่อว่าหลังจากนี้ยังจะมีอีกหลายรายตามมา…
ท่ามกลางมาตรการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ยกระดับขึ้นชัดเจนในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะมาตรการตัดกระแสไฟฟ้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน การเพิ่มความรับผิดชอบของสถาบันการเงินและเครือข่ายสัญญานโทรศัพท์ การสกัดเข้มเข้า-ออกตลอดแนวชายแดน ต้องยอมรับว่าห้วงเวลาเดียวกัน ยังคงพบการลักลอบข้ามไปสแกนใบหน้า ข้ามไปทำงานให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ปรากฎให้เห็นต่อเนื่อง
นอกเหนือไล่เช็กบิลบัญชีม้าอย่างที่ผ่านมา การล่าบรรดา“ตำรวจเก๊”เป็นอีกกลุ่มที่น่าจับตา การบดขยี้มดงานจะทำแรงงานในวงจรสะดุดลงบ้างหรือไม่.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน







