กระนั้น การปลดเจ้าหน้าที่จำนวนมาก ส่งผลให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐกลายเป็นจุดสนใจทางการเมือง ซึ่งพรรคเดโมแครตกล่าวหาว่า ทรัมป์ และนายพีต เฮกเซธ รมว.กลาโหมสหรัฐ พยายามทำให้กองทัพสหรัฐกลายเป็นเรื่องการเมือง และทำให้แน่ใจว่ส กองทัพสหรัฐนำโดยผู้ที่จงรักภักดีต่อประธานาธิบดีเป็นการส่วนตัว
อนึ่ง การอยู่นอกเหนือความขัดแย้งทางการเมือง ถือเป็นหลักการสำคัญของกองทัพสหรัฐ แม้กระทั่งกองทหารอเมริกันก็ถูกห้ามไม่ให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองบางประเภท เพื่อรักษาความเป็นกลางของกองทัพ
ด้านเฮกเซธ ยืนกรานว่า ประธานาธิบดีเพียงแต่เลือกผู้นำที่เขาต้องการ และการที่พลเรือนเป็นผู้ควบคุมกองทัพนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด อีกทั้งทรัมป์ยังสมควรเลือกทีมที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติและการทหารที่สำคัญของเขา
อย่างไรก็ตาม นายแจ็ก รีด วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครต ในคณะกรรมาธิการการทหารของวุฒิสภา โต้แย้งว่า สิ่งที่ทรัมป์และเฮกเซธพยายามทำอยู่ คือการทำให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองมากขึ้น ซึ่งมันเป็นจุดเริ่มต้นที่จะส่งผลให้กองทัพสหรัฐ “เสื่อมถอยอย่างร้ายแรง”
เมื่อไม่นานมานี้ ทรัมป์มีคำสั่งปลด พล.อ.อ.ชาร์ลส์ คิว.บราวน์ จูเนียร์ ออกจากตำแหน่งประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐ ซึ่งเขาอยู่ในตำแหน่งได้ยังไม่ถึง 2 ปี ทั้งที่วาระการดำรงตำแหน่งอยู่ที่ 4 ปี
ทั้งนี้ การเปลี่ยนตัวบุคลากรระดับสูง เกิดขึ้นหลังกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ประกาศว่ามีแผนที่จะปรับลดเจ้าหน้าที่พลเรือนอย่างน้อย 5% จากทั้งหมดมากกว่า 900,000 คน โดยให้เหตุผลว่า การตัดสินใจดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างประสิทธิภาพ และปรับทิศทางของกระทรวง ให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญของประธานาธิบดี
แต่ถึงอย่างนั้น นายอดัม สมิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต ในคณะกรรมาธิการการทหารของสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การที่ทรัมป์ไล่ พล.อ.อ.บราวน์ และเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางอีกหลายพันคน ออกจากตำแหน่งนั้น ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่มีความสามารถ หรือทำงานไม่ดี แต่เป็นเพราะว่า ทรัมป์ต้องการคนประจบประแจง
อีกด้านหนึ่ง เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของทรัมป์ ต่างออกมาปกป้องการปลดบุคลากรครั้งนี้ โดยนางคิงสลีย์ วิลสัน รองโฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐ กล่าวว่า การปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูง สอดคล้องกับการกระทำของประธานาธิบดีในอดีต
ทว่าบุคคลเหล่านั้นที่ถูกไล่ออกเนื่องจากปัญหาเฉพาะเจาะจง ในขณะที่เจ้าหน้าที่ซึ่งถูกปลดออกจากตำแหน่งเมื่อไม่นานมานี้ ไม่ได้ถูกกล่าวหาว่ามีความประพฤติมิชอบแต่อย่างใด เช่นเดียวกับกรณีของ พล.อ.อ.บราวน์ ซึ่งเฮกเซธกล่าวว่า “เป็นบุคคลที่น่าเคารพนับถือ แต่ไม่ใช่คนที่เหมาะสมในเวลานี้”
นายเซธ โจนส์ ประธานฝ่ายการป้องกันและความมั่นคง จากศูนย์การศึกษายุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ (ซีเอสไอเอส) กล่าวว่า สหรัฐมีตัวอย่างมากมายที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงถูกปลดออกจากตำแหน่ง และโดยทั่วไปแล้วเป็นเพราะปัญหาด้านความสามารถ
แต่กรณีล่าสุดอย่าง พล.อ.อ.บราวน์ ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกับความสามารถของเขาเลยแม้แต่น้อย และถ้าการปลดออกจากตำแหน่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการทำงาน ก็หมายความว่า มันไม่ใช่เรื่องปกติ.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



