หากสิ่งแวดล้อมดี ปลอดปัจจัยเสี่ยง เด็ก ๆ ก็จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพได้ ดังนั้น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีสื่อสารสาธารณะ“ครอบครัวยิ้ม” ภายใต้แนวคิด “ชุมชนนำ” และ“เลี้ยงเด็ก 1 คน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน” พร้อมชูพื้นที่ต้นแบบที่ได้จากการดำเนินการซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2562
โดยมี นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการกองทุน สสส. เป็นประธานเปิดงาน และระบุตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง กำลังจะเป็นสังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอดในปี 2582 สวนทางกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ตลอดจนครอบครัวเปราะบางจากภัยยาเสพติด และปัจจัยเสี่ยงกระทบเยาวชน 13 ล้านคน ต่อปี หรือ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งคนเหล่านี้ คือกำลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพด้วย

ทั้งนี้ แนวคิด“ชุมชนนำ” และ “การพัฒนานิเวศการเติบโตของเด็ก” ที่ สสส. ใช้ขับเคลื่อนงานพัฒนาสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว ถือว่าตอบโจทย์ความท้าทายด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สิ่งสำคัญคือการประสานความร่วมมือกับท้องถิ่นซึ่งมีงบประมาณ แต่ยังทำงานเรื่องเหล่านี้ตามนโยบายของแต่ละพื้นที่ ให้ตระหนักหรือถือทำงานพัฒนาเด็ก เยาวชน เป็นเรื่องสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ หรือทำให้เสมือนเป็นภาคบังคับให้ทุกพื้นที่ต้องทำเรื่องการพัฒนาเรื่องเด็กให้มีคุณภาพ เพื่อให้เด็ก ๆ เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต อย่างเป็นรูปธรรม
“ท้องถิ่นเป็นหน่วยงานที่มีงบประมาณ แต่มีเรื่องต้องทำเยอะ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาคนในชุมชน ซึ่งการจะดำเนินการสิ่งใดส่วนใหญ่เป็นไปตามนโยบายของนายกท้องถิ่น เมื่อมีการเปลี่ยนนายกท้องถิ่นแนวคิดก็หายไป ดังนั้น หากเป็นไปได้ที่จะกำหนดทิศทาง หรือมติกำหนดถึงการนำเงินไปใช้ดูแลเด็ก เยาวชนก็จะทำให้มีการตั้งงบฯ แต่ละปีที่ชัดเจน เกิดความต่อเนื่อง ทำให้เด็กมีคุณภาพที่ดี เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ”รองนายกรัฐมนตรี ระบุ

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่าย พัฒนาโครงการพัฒนาระบบและกลไกความร่วมมือเชิงพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2562 เกิดพื้นที่ต้นแบบด้านการบูรณาการขับเคลื่อนงานเด็ก เยาวชน และครอบครัวอย่างเป็นระบบใน 7 จังหวัด ได้แก่ พะเยา ลำปาง กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี เลย สุรินทร์ และตรัง เกิดคณะทำงานระดับจังหวัดและตำบล จัดทำฐานข้อมูลคัดกรองความเสี่ยงพร้อมช่วยเหลือเด็กรายกรณี มีเด็กและครอบครัวได้รับประโยชน์ 14,730 คน ได้รับการช่วยเหลือจากความรุนแรงในครอบครัว 1,712 คน เด็กมีความสุขเพิ่มขึ้น 73.95% ครอบครัวมีความสัมพันธ์ดีขึ้น 67%
ก้าวต่อไปจึงอยากเห็นท้องถิ่นหรือชุมชนต่าง ๆ สามารถนำโมเดลต้นแบบไปขยายเป็นพื้นที่ “สังคมไทยไม่ทอดทิ้งกัน” จริง ๆ ท้องถิ่นมีการสนับสนุนงบฯ 3.77ล้านบาท เกิดการขับเคลื่อนงานสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัวใน 24 จังหวัด มีท้องถิ่นที่สนใจงานเด็ก เยาวชน และครอบครัว ร่วมกับ สสส. 314 แห่ง

นพ.พงศ์เทพยังระบุด้วยว่า ในส่วนของ สสส. ใช้งบฯ ปีละประมาณ 5% ในการที่ทำงานด้านเด็ก แต่การทำงานให้เห็นผลเป็น
รูปธรรมไม่ใช่เพียงเรื่องงบฯ อย่างเดียว แต่เป็นการเชื่อมโยงกับหน่วยงาน พื้นที่ต่าง ๆ ในการขยายผลไปให้ครอบคลุม นี่เป็นหัวใจสำคัญในการที่จะทำให้ “นาม ธรรม” กลายเป็น“รูปธรรม” ซึ่ง สสส.มีการจัดทำฐานข้อมูลปัญหาสุขภาวะเด็กด้านต่าง ๆ รวมถึงทางแก้ไข ท้องถิ่นสามารถเข้ามาศึกษาและนำไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองให้เกิดผลลัพธ์ได้
ยกตัวอย่าง ปัจจุบันมีเด็กไทยติดสารเสพติดเยอะ ในภาพใหญ่ สสส.ทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และมีพื้นที่ต้นแบบที่ทำงานร่วมกับชุมชนล้อมรักษ์ แต่การที่เด็กติดยาเสพติดนั้น ไม่ใช่ปัญหายาเสพติดโดยตรง แต่เป็นปัญหาสุขภาพจิต เด็กอาจจะขาดอะไรบางอย่างที่ทำให้สุขภาพจิตอ่อนแอ ทำให้มีโอกาสเข้าถึงยาเสพติดได้ง่าย ดังนั้น ถ้าทำให้เด็กส่วนใหญ่ และผู้ปกครองสามารถเข้าใจ และหนุนเสริมให้เด็กมีภูมิคุ้มกันต่อยาเสพติด เด็กมีความมั่นใจในตัวเอง รู้จักคุณค่าตัวเอง การเสพยาเสพติดก็จะลดลง เพราะเขาสามารถได้รับความสุขจากส่วนต่างๆ ที่สังคมมอบให้

“ถ้าเราจัดการแค่ยาเสพติดตัวหนึ่ง ก็จะมีตัวใหม่เข้ามาโจมตีเด็กกลุ่มเปราะบาง ดังนั้นการทำงานระยะยาวต้องดูว่าเด็กมีปัญหาแล้วจะจัดการอย่างไร ก่อนหน้านี้ต้องฉีดวัคซีนหรือปลูกฝังภูมิคุ้มกันให้เขาห่างไกลยาเสพติด ครอบครัวจะต้องเป็นหลังพิงที่สำคัญ ปัญหาเรื่องนี้ซับซ้อนพอสมควร จะไม่ใช่แค่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่จะต้องเป็นครอบครัว ชุมชน สังคม ที่เข้าไปแล้วมองปัญหานี้อย่างเข้าใจและสามารถจัดการได้” นพ.พงศ์เทพ ย้ำ.
อภิวรรณ เสาเวียง



