เมื่อไม่นานมานี้ มูลค่าบิตคอยน์แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่เกือบ 110,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.68 ล้านบาท) ขณะที่สกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ ก็มีมูลค่าสูงขึ้นเช่นกัน ตามคำมั่นสัญญาสนับสนุนคริปโตของทรัมป์ ซึ่งการคาดการณ์ระบุว่า มูลค่าของสกุลเงินดิจิทัลอาจเพิ่มขึ้นอีก ส่งผลให้รัฐบาลในหลายประเทศ ต่างกระตือรือร้นที่จะได้รับส่วนแบ่ง
หน่วยงานกำกับดูแลของฮ่องกง ระบุว่า ฮ่องกงจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จาก “สภาพคล่องระดับโลก” และวางแผนต่าง ๆ รวมถึงความเป็นไปได้ในการเสนอผลิตภัณฑ์คริปโตที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เช่น การซื้อขายตราสารอนุพันธ์ และการวางเงินหลักประกัน
ตามรายงานของ “บลูมเบิร์ก นิวส์” เจ้าหน้าที่รัฐในมาเลเซียและไทย กำลังพิจารณาการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล ส่วนญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และกัมพูชา มีการดำเนินการเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ฮ่องกง สิงคโปร์ และเมืองดูไบ ต่างตอกย้ำสถานะผู้นำของพวกเขา ในช่วงเวลาที่หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐ ภายใต้รัฐบาลวอชิงตันสมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ไม่เชื่อมั่นในสกุลเงินดิจิทัล
ทั้งนี้ ทรัมป์ ซึ่งให้คำมั่นว่าจะทำให้สหรัฐเป็น “เมืองหลวงคริปโตของโลก” ระบุในคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อเดือนที่แล้วว่า เขาจะให้ความชัดเจนและความแน่นอน ในด้านการกำกับดูแล เพื่อสนับสนุนบล็อกเชน และนวัตกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งความคาดหวังที่มีต่อแนวทางใหม่ของสหรัฐ ถือเป็นตัวเปลี่ยนเกม และจะส่งผลต่อหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก
สำนักงานการเงินของสิงคโปร์ ออกใบอนุญาต “สถาบันการชำระเงินหลัก” ที่เกี่ยวข้องกับโทเคนการชำระเงินดิจิทัล ให้กับบริษัท 30 แห่ง นอกจากนี้ ประเทศได้ “ออกตัวล่วงหน้า” ในการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งรวมถึงความพยายามในการดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่นำหน่วยงานกำกับดูแลมาร่วมมือกับธนาคารระดับโลกรายสำคัญ เพื่อสำรวจการทำให้สินทรัพย์กลายเป็นโทเคน
ขณะที่ฮ่องกง ซึ่งใช้แนวทางที่แตกต่างออกไป มอบใบอนุญาต “แพลตฟอร์มการซื้อขายสินทรัพย์เสมือนจริง” ให้แก่บริษัท 10 แห่ง
แม้ฮ่องกงอยู่อันดับสอง รองจากสิงคโปร์ ในด้านการกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัล และมีการแลกเปลี่ยนน้อยกว่า แต่ฮ่องกงก็เห็นการเพิ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ในแง่ของมูลค่าที่ได้รับ
ในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 การแลกเปลี่ยนแบบศูนย์รวมของฮ่องกง ได้รับเงินรวมกันถึง 26,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 900,000 ล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าจากปีก่อนหน้า และคิดเป็นเกือบสองเท่าของตัวเลขของสิงคโปร์ ซึ่งอยู่ที่ 13,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 452,000 ล้านบาท).
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



