เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในการประท้วงครั้งล่าสุด ที่เรียกร้องการฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์ของเนปาล ควบคู่กับความไม่พอใจของประชาชน ที่มีต่อความไม่มั่นคงทางการเมือง การทุจริต และการพัฒนาเศรษฐกิจที่ซบเซา

เนปาล ซึ่งมีชาวฮินดูเป็นส่วนใหญ่ กลายเป็นสาธารณรัฐฆราวาส เมื่อปี 2551 หลังรัฐสภาเนปาลมีมติยกเลิกระบอบกษัตริย์ตามข้อตกลงสันติภาพ เพื่อยุติสงครามกลางเมืองที่ยาวนานนับ 10 ปี ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 16,000 ราย

นายราเจนดรา ลิงเดน ประธานพรรครัสตรียา ประชาตันตรา (อาร์พีพี) ซึ่งเป็นพรรคสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ และพรรคการเมืองใหญ่อันดับ 5 ของเนปาล กล่าวว่า พระมหากษัตริย์ทรงเชื่อมโยงกับเอกลักษณ์และความภาคภูมิใจของชาติ พร้อมกับเสริมว่า พรรคไม่ได้ต้องการให้ระบอบกษัตริย์เป็นสถาบันปกครองประเทศ แต่เป็นผู้พิทักษ์ที่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และป้องกันการแทรกแซงจากต่างชาติ

สมเด็จพระราชาธิบดีชญาเนนทระ บีร์ บิกราม ชาห์ อดีตพระมหากษัตริย์แห่งเนปาล พระชนมพรรษา 77 พรรษา ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อปี 2544 ขณะที่กลุ่มเหมาอิสต์ก่อความไม่สงบ ในพื้นที่ห่างไกลของประเทศ

ทว่าพระองค์ทรงสั่งระงับรัฐธรรมนูญ และยุบสภาในปี 2548 ซึ่งจุดชนวนให้เกิดการลุกฮือเพื่อประชาธิปไตย โดยกลุ่มเหมาอิสต์เข้าข้างสถาบันการเมืองของเนปาล เพื่อจัดการประท้วงครั้งใหญ่บนท้องถนน จนในที่สุด ความขัดแย้งก็ยุติลง หลังรัฐสภาเนปาลลงมติเมื่อปี 2551 เพื่อยกเลิกระบอบกษัตริย์ฮินดูที่ปกครองประเทศมาเป็นเวลานาน 240 ปี

แม้การสิ้นสุดของสถาบันกษัตริย์ ทำให้ชาวเนปาลหลายคนแสดงความยินดี ขณะที่ผู้สนับสนุนพระมหากษัตริย์บางคนรู้สึกเสียใจจนร้องไห้ออกมา แต่บรรดานักการเมืองกระแสหลัก ต่างปฏิเสธที่จะย้อนกลับไปเป็นเหมือนในอดีต

อนึ่ง พระมหากษัตริย์ที่ทรงสละพระราชอำนาจ มักงดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองที่แตกแยกของเนปาล แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สมเด็จพระราชาธิบดีชญาเนนทระ ทรงปรากฏตัวต่อสาธารณชนหลายครั้ง โดยเสด็จประพาสสถานที่ทางศาสนาพร้อมกับกลุ่มผู้สนับสนุนเป็นส่วนใหญ่

“มันถึงเวลาแล้ว หากเราปรารถนาที่จะรักษาชาติ และรักษาความสามัคคีของชาติไว้ เราขอเรียกร้องให้เพื่อนร่วมชาติทุกคนสนับสนุนเรา เพื่อความเจริญรุ่งเรือง และความก้าวหน้าของเนปาล” สมเด็จพระราชาธิบดีชญาเนนทระ ตรัสในแถลงการณ์ ก่อนวันรำลึกประชาธิปไตยแห่งชาติ เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ทั้งนั้น นายฮารี ชาร์มา นักวิเคราะห์การเมือง กล่าวว่า ผู้สนับสนุนสถาบันกษัตริย์กำลังคว้าโอกาสนี้ไว้ และพวกเขาพบโอกาสที่จะแสดงออกถึงความต้องการและความไม่พอใจของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวะที่ชาวเนปาลทั่วไปมีความไม่พอใจเพิ่มขึ้น และสถานการณ์ทั่วโลกมีแนวโน้มว่า แนวคิดอนุรักษนิยมฝ่ายขวาจัดเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้น.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP