ที่ปฎิเสธ ไม่ได้ว่า แต่ละเรื่องไม่ใช่เรื่องเล็กแต่กลายเป็นเหมือน “ระเบิดเวลา” ที่กำลังนับเวลาถอยหลังว่า…จะถึงจุดเวลาระเบิดเมื่อใด? และในแต่ละเรื่องก็ดูเหมือนว่าแทบไม่มีทางออกที่ชัดเจนด้วยซ้ำไป เหมือนปล่อยไปเรื่อย ๆ เพื่อซื้อเวลา อย่างไรอย่างนั้น

ดูง่าย ๆ ในเรื่องของการเยียวยาจากผลของการเรียกเก็บภาษีตอบโต้จากไทยในอัตรา 36% เพราะจนถึงเวลานี้ คนไทยทั้งประเทศแทบไม่รู้ตัวด้วยว่า สุดท้ายแล้ว…จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วตัวเองจะถูกผลกระทบหรือไม่ หากเกิดผลกระทบแล้วจะใช้ชีวิตอยู่ต่ออย่างไร

เพราะทุกวันนี้…รู้แค่เพียงว่า รัฐบาลเตรียมมาตรการช่วยเหลือไว้แล้ว อย่างน้อยก็มีเงินงบประมาณจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เหลืออยู่ประมาณ 41,000 ล้านบาท

รวมทั้งมีงบประมาณจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลจัดสรรไว้ให้แล้ว 10,000 ล้านบาท เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบให้แรงงานและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาผ่านการสนับสนุนสินเชื่อให้สถานประกอบการกว่า 1,700 แห่ง ซึ่งสนับสนุนการจ้างงานประมาณ 1 แสนคน

และที่พูดกันมาก คือเรื่องของซอฟต์โลน หรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ โดยเฉพาะจากธนาคารออมสิน 1 แสนล้านบาท ที่ได้เริ่มดำเนินการมาแล้วตั้งแต่กลางเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา

เอาเป็นว่า จนถึงทุกวันนี้ แผนการเยียวยา การรองรับ ก็ยังไม่มีอะไรที่ชัดเจนนัก!!

เพราะ… ทั้งหมด ต้องรอให้สหรัฐ ตัดสินใจอีกครั้ง หลังจากข้อเสนอของไทยครั้งที่ 2 เพิ่งเสนอให้สหรัฐเมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา

การจะตัดสินใจอะไรที่ชัดเจนในเวลานี้ ก็คงไม่ใช่!! เช่นกัน ขณะเดียวกันที่ต้องทำให้ได้ คือ จะทำอย่างไรเพื่อให้แน่ใจได้ว่า ข้อเสนอของไทยรอบนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานด้านภาษีสหรัฐ

เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด!! การเข้าถึงผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง ทั้ง “สก็อตต์ เบสเซนต์” รมว.คลัง สหรัฐ และผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือยูเอสทีอาร์ จำเป็นที่ต้องหาช่องทางให้ได้กันอีกครั้ง

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ที่หลังจาก “ทรัมป์” ได้แจ้งกลับไทยว่ากำหนดอัตราภาษีตอบโต้ที่เรียกเก็บจากไทยในอัตราที่ 36% มีผล 1ส.ค.68 นี้ จะได้ยินเสียงจาก “พิชัย ชุณหวชิร” หัวหน้าทีมไทยแลนด์ ที่ออกมายืนยันอย่างน้อย 2-3 รอบ ที่แสดงความพร้อมเต็มที่ที่จะเดินทางไปเจรจาด้วยตนเอง

เป้าหมายของการเจอรมว.คลังสหรัฐ ยูเอสทีอาร์ หรือแม้แต่ทีมตัวจริงของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ ที่ทั้งทีมไทยแลนด์ ทั้งทีมที่ปรึกษาฯบ้านพิษณุโลก หรือแม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เอง ต่างหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็น

ดังนั้น… เรื่องของ “ล็อบบี้ยิสต์” จึงมีการพูดถึง กันอีกรอบ เพื่อให้การล้อกเป้าหมายของประเทศไทย ไปให้ถึง ด้วยเพราะเหลือเวลาอีกไม่ถึง 20 วัน

แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีกระแสข่าวออกมาโจมตีว่า “ค่าจ้าง” แพงเกินไปหรือไม่? เรื่องนี้…หัวหน้าที่ไทยแลนด์ ได้อธิบายผ่านพื้นที่โซเชียลส่วนตัวไว้เมื่อปลายเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมาไว้อย่างชัดแจ้ง

พิชัย ชุณหวชิร” ยืนยันชัดเจนในความโปร่งใส ในเรื่องนี้ พร้อมระบุว่า สหรัฐมีกฎหมายการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาหรือล็อบบี้ยิสต์ ไว้ชัดเจนภายใต้กฎหมาย FARA

ทุกสัญญาว่าจ้างที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศจะต้องมีการเปิดเผยรายละเอียดบนเว็บไซต์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ไว้อย่างชัดเจนขณะที่ค่าจ้างล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐที่ระดับ 20,000-300,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือตกประมาณ 6.48 แสนบาท – 9.72 ล้านบาท ก็ถือว่าเป็นอัตราสำหรับการให้บริการทั่วไป

แต่ในกรณี ที่ต้องเจรจาในเรื่องของภาษีตอบโต้ นี้ ทำให้ล็อบบี้ยิสต์ที่มีความสามารถเฉพาะทางสูง และมีความสัมพันธ์เชิงนโยบายกับผู้มีอำนาจในรัฐบาลสหรัฐ สามารถเรียกราคาได้ โดยเฎาะเมื่อเป็นงานที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

หากมองกันอย่างตรงไปตรงมา…เรื่องการจ้าง ล็อบบี้ยิสต์ นี้แทบไม่ได้อยู่ที่ไทยด้วยซ้ำ ต่อให้เป็นคนที่ต้องจ่ายเงินให้ก็ตาม หากแต่ว่าอาจขึ้นอยู่กับตัวล็อบบี้ยิสต์เองว่า จะสนับสนุนประเทศไทยหรือไม่?

เรื่องนี้ ต้องถือว่าเป็นเรื่องการใช้กำลังภายใน เพื่อให้โอกาสของการเจรจาของฝ่ายไทย มีความคืบหน้า มีความสำเร็จ เพราะอย่างน้อยหากไทยถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่น้อยลงกว่า 36% ก็จะเป็นผลดีต่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”

อ่านบทความทั้งหมดคลิกที่นี่