โดยล่าสุดรัฐบาลภายใต้การนำของ “พรรคภูมิใจไทย” ได้ตัดสินใจเพิ่มตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี เพิ่มขึ้น ถือเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ “กระทรวงไอซีที” จนเปลี่ยนมาเป็น “กระทรวงดีอี” ในปัจจุบัน
ซึ่งผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจาก นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ให้มานั่งเก้าอี้ รมช.ดีอี ก็คือ “แนน-บุณย์ธิดา สมชัย” และยังได้กำกับดูแลสองรัฐวิสาหกิจแถวหน้าของประเทศอย่าง บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ถือเป็นช่วงเวลาที่ทั้งสององค์กรต้องฝ่าพายุการแข่งขันที่รุนแรง ในตลาดโทรคมนาคม และตลาดโลจิสติกส์

“แนน–บุณย์ธิดา” ได้เดินสายมอบนโยบายและแนวทางบริหารงานเชิงรุกให้แก่สองรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงดีอี เพื่อสางปมปัญหาเรื้อรัง พร้อมติดปีกให้ทั้งสององค์กรทรานส์ฟอร์มตัวเองเพื่อให้แข่งขันในตลาดสร้างเม็ดเงินหล่อเลี้ยงองค์กรให้อยู่ได้โดยไม่ขาดทุนจนเป็นภาระกับรัฐบาล สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน
โดยเฉพาะ NT คงไม่มีใครปฏิเสธว่าเป็นชื่อที่ยิ่งใหญ่และกุมหัวใจหลักด้านการสื่อสารของประเทศ ทว่าในมิติการแข่งขันเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะ “เค้กชิ้นใหญ่”อย่างตลาดโทรศัพท์มือถือ ต้องยอมรับตามตรงว่า NT ไม่สามารถแข่งขันลงไปหั่นราคาซัดกับยักษ์ใหญ่ภาคเอกชนได้อย่างเต็มสูบ
“รมช.ดีอี” บอกว่า ปัจจุบันอย่าไปคิดว่า NT จะแข่งขันไม่ได้ ขอให้ดูอย่าง “โนเกีย” ที่ในอดีตเป็น ยักษ์มือถือ แต่เมื่อแข่งขันไม่ได้ ก็หันไปทำ เรื่องโซลูชันระบบหลังบ้าน จึงกลายเป็นยักษ์ใหญ่ท็อป 3 ของโลก จึงได้ให้นโยบายปรับเข็มทิศใหม่ มุ่งเน้นดึงศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานที่หลากหลายและสินทรัพย์อาคารสถานที่จำนวนมหาศาลทั่วประเทศ มาแปรเปลี่ยนเป็นบริการเพื่อตอบโจทย์และรองรับงานของภาครัฐ
โดยให้จัดทำลิสต์บริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของหน่วยงานรัฐ ว่ารายละเอียดมีบริการใดบ้าง เพื่อดึงเม็ดเงินจากงบประมาณรัฐกลับคืนสู่องค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 69 นี้ ได้มีการประมาณการว่า NT จะขาดทุนกว่า 5,900 ล้านบาท เนื่องจากหมดใบอนุญาตธุรกิจมือถือจาก กสทช.
นอกจากนี้ อีกบทบาทที่สำคัญของ NT คือในพาร์ตความมั่นคงระดับชาติ โดยเฉพาะ “ทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ” ผ่านเคเบิลใต้ทะเล โดยมอบหมายให้ NT เร่ง “สร้างสมดุลทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ”

“ปัจจุบันทราฟฟิกข้อมูลของไทยผ่านสายเคเบิลใต้น้ำ(Submarine Cable) เพียงร้อยละ 20 ในขณะที่อีกร้อยละ 80 ต้องพึ่งพาโครงข่ายภาคพื้นดิน (Terrestrial) ตั้งอยู่ตามแนวชายแดน ถือเป็นความเสี่ยงขั้นวิกฤติทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) หากเกิดการปะทะหรือความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้าน ระบบการสื่อสารของไทยอาจเป็นอัมพาตทันที ขณะเดียวกัน เคเบิลใต้น้ำที่มีอยู่เพียง 7-8 เส้น ก็ชำรุดเสียหายจนใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพจริงแค่ 2-3 เส้นเท่านั้น
ยิ่งชนวนเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังระอุ ยิ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าไทยต้องรีบสร้างสมดุลโครงข่ายใหม่ แม้จะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึงหลักพันล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับ “ความมั่นคงไซเบอร์” ของประเทศแล้ว ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
นอกจากนี้ ปัญหา “ต่างคนต่างทำ” บริเวณจุดขึ้นบกโครงข่ายเชื่อมต่อระหว่างประเทศ (International Gateway) ทั้งที่จังหวัดสงขลา 3 แห่ง และสตูล 4 แห่ง ซึ่งพื้นที่สตูลทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติ ทำให้เกิดข้อจำกัดเกี่ยวกับกฎหมาย จึงเตรียมชงนโยบายจำกัดและกำหนดจุดขึ้นบกให้เหมาะสม พร้อมพิจารณาใบอนุญาตประเภทที่ 3 แบบเฉพาะเจาะจง เพื่อให้รัฐควบคุมดูแลได้เบ็ดเสร็จ
อย่างไรก็ตาม ตามแผนงานของ “พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็นที ได้รายงานว่า กลุ่มธุรกิจที่ยังมีศักยภาพ คือ ตัวโครงสร้างพื้นฐาน “ท่อ เสา–สาย” ดิจิทัลโซลูชัน เรื่อง คลาวด์ กลางภาครัฐ ฯลฯ ตามแผน 5 ปี ได้ประมาณการว่า เอ็นทีจะขาดทุนประมาณ 5,900 ล้านบาท แต่จากการปรับตัว เน้นหารายได้ใหม่ ลดค่าใช้จ่าย และทรานส์ฟอร์มองค์กร ทำให้ภายใน 2-3 ปี NT จะกลับมามีผลประกอบการเป็นบวกได้
ข้ามฝั่งมาที่ผู้นำส่งกล่องพัสดุสีแดงอย่าง “ไปรษณีย์ไทย” บริษัทขนส่งแห่งชาติ กำลังเผชิญศึกหนักจากสงครามราคาของค่าย
โลจิสติกส์ต่างชาติจนแทบไม่เหลือกำไร

“รมช.ดีอี” บอกว่า ได้สั่งให้สลัดภาพลักษณ์ผู้ส่งจดหมายเดิม ๆ พลิกโฉมสู่การเป็น “พาร์ตเนอร์หลักของทุกกระทรวง” โดยให้ฝ่ายนโยบายรวบรวมงานอีเวนต์และมหกรรมแสดงสินค้าของทุกหน่วยงานรัฐเพื่อทำ MOU ให้ไปรษณีย์ไทยเป็นผู้ให้บริการขนส่งรายหลัก โดยเริ่มจากการจับมือกับกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ขนสินค้า OTOP ทั่วประเทศมาขึ้นแท่นขายบนแพลตฟอร์ม Thailandpostmart ตั้งเป้าแย่งชิงเค้กจากแพลตฟอร์มเอกชนอื่นที่ขายอยู่ 300-400 ล้านบาทต่อปี มาเติมเต็มของไปรษณีย์ไทยที่มียอดขายผ่านแพลตฟอร์มอยู่ 700 ล้านบาท
พร้อมเตรียมขยายผลไปยังกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อดึงสินค้ากลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสินค้า Made in Thailand เข้าสู่ระบบ โดยชูจุดแข็งเรื่องคุณภาพความพึงพอใจของลูกค้าที่สูงถึง 98%ขนส่งตรงเวลา สินค้าไม่แตกหัก และเข้าถึงทุกตรอกซอกซอย ซึ่งเป็นจุดที่เอกชนรายย่อยทำไม่ได้
นอกจากนี้ “รมช.ดีอี” ชี้ช่องใหม่ให้บุก “ตลาดเครื่องประดับและอัญมณี” ซึ่งไทยเป็นฮับการส่งออกระดับโลก พ่อค้าแม่ค้ากลุ่มนี้กระเป๋าหนักและต้องการระบบขนส่งที่ปลอดภัยสูงสุด เพื่อส่งมอบบริการระดับพรีเมียม ในด้าน ลดต้นทุนพลังงาน ทางกระทรวงดีอีพร้อมหนุนแผนเปลี่ยนผ่านรถจักรยานยนต์ของพี่ไปรฯ กว่า 25,000 ราย ให้เป็นรถไฟฟ้า (EV) พร้อมอุดหนุนดอกเบี้ยราคาถูก ซึ่งหากสั่งซื้อเป็นลอตใหญ่ จะช่วยลดราคาตัวรถลงไปได้อีก ช่วยลดภาระค่าน้ำมันให้พนักงานเดินสายได้อย่างชัดเจน

สำหรับสินทรัพย์คลังสินค้าและที่ดินทำเลทองที่ถูกปล่อยร้าง ได้เร่งสั่งการให้นำมาเปิดให้เอกชนเช่าทำออฟฟิศหรือจัดอีเวนต์เพื่อแปรสินทรัพย์เป็นทุน ดีกว่าปล่อยให้ทรุดโทรมจนเสียค่ารีโนเวต รวมถึงให้ศึกษาการเปิดตัวบริการระดับพรีเมียมดึงเม็ดเงินเข้ากระเป๋า เช่น การเปิดให้ประมูลเลือกเลขสวยสำหรับระบบ Digital Post ID (รหัสประจำที่อยู่ดิจิทัล) คล้ายกับการประมูลเลขทะเบียนรถยนต์
การเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ของทั้ง NT และไปรษณีย์ไทย จึงไม่ใช่แค่การพยุงองค์กรรัฐวิสาหกิจให้รอดพ้นจากภาวะขาดทุน แต่เป็นการวางรากฐาน Digital Infrastructure
สร้างแต้มต่อให้ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย.
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



