ช่วงนี้บ้านเมืองเรากำลังเจอปัญหาหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจฝืดเคือง สังคมที่เปลี่ยนเร็ว และการเมืองที่ดูเหมือนจะห่างไกลจากชีวิตคนธรรมดา ประชาชนเบื่อพรรคเก่า ระอาใจกับพรรคใหญ่ ระบบบ้านใหญ่ ระบบโควต้า แต่รู้ไหมว่า “เสียงของประชาชน” ยังมีพลังเสมอ และกำลังส่งสัญญาณบางอย่างที่น่าสนใจ
ผลสำรวจของซูเปอร์โพลล่าสุด พบว่า คนในเขตอุตสาหกรรมกว่า 65.2% เปิดใจให้โอกาสพรรคการเมืองตั้งใหม่และพรรคเล็ก เพราะเชื่อว่าอาจเป็น “ทางเลือกใหม่” ที่ไม่ใช่แค่เปลี่ยนคน แต่เปลี่ยนชีวิตได้จริง
ประชาชนบอกชัดเจนว่า ถ้าพรรคใหม่ พรรคเล็ก จะทำอะไร ขอให้เน้นเรื่องที่จับต้องได้ ไล่เรียงตั้งแต่ เศรษฐกิจและการสร้างงาน 61.4% นี่คือความต้องการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของประชาชน พรรคการเมืองต้องมุ่งสร้างงาน สร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้ในกระเป๋าของพวกเขา ไม่ใช่ล้วงไปที่ไรก็เจอแต่กระเป๋าแฟบๆ
การศึกษาที่ใช้ได้จริง 46.8% ต้องปรับระบบให้เรียนแล้วทำงานได้จริง , ความมั่นคง ปลอดอาชญากรรม 36.2% ต้องลดอาชญากรรม และสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้พวกเขา , สุขภาพและสวัสดิการ 33.2% คือการดูแลคุณภาพชีวิตที่ดีและสวัสดิการที่ทุกคนเข้าถึงได้ เรียกว่าต้องดูแลคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม และ การปฏิรูปการเมือง 30.8% การเมืองต้องโปร่งใส ปฏิรูปกติกาให้ประชาชนมีส่วนร่วมจริงๆ
พูดง่าย ๆ คือ คนอยากเห็นการเมืองที่ไม่ใช่แค่พูดดี แต่ทำได้จริง
แล้วหัวหน้าพรรคแบบไหนที่คนอยากได้? ….ผลโพลบอกว่าประชาชนไม่ได้เลือกจากชื่อเสียงหรือคำสัญญา แต่เลือกจาก “การลงมือทำ” และ “ความใกล้ชิดกับประชาชน”
หัวหน้าพรรคต้องเข้าใจเศรษฐกิจชุมชนและแรงงาน 47.5% เป็นผู้นำที่เข้าถึงและเข้าใจปัญหาปากท้องของประชาชนในระดับรากหญ้า ,มีผลงานจริง 45.4% ประชาชนเบื่อหน่ายกับคำสัญญาที่ทำไม่ได้
ใช้เทคโนโลยีช่วยสร้างรายได้ 39.3% ต้องเป็นผู้นำที่ก้าวทันโลกและสามารถนำเทคโนโลยีมาสร้างโอกาสในการหารายได้ใหม่ๆ ให้กับประชาชน ,ใกล้ชิดประชาชน ลงพื้นที่สม่ำเสมอ 31.3% ต้องเป็นผู้นำที่สัมผัสได้จริง เข้าถึงง่าย และลงพื้นที่รับฟังปัญหาของประชาชน ไม่ใช่แค่มายกมือไหว้ขอคะแนนเสียงตอนหาเสียง แต่พอสมใจก็หายหัวหาตัวยาก ,ไม่เชื่อมโยงกับอำนาจเก่า 27.8% ต้องไม่ยึดติดกับโครงสร้างอำนาจเดิม อำนาจเก่า
ผลโพลยังชี้ให้เห็นว่า หัวหน้าพรรคใหม่ พรรคเล็ก แต่ละคนมีจุดแข็งเฉพาะทางที่ประชาชนเชื่อมั่น ตรงไหน?

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคไทยภักดี นักการเมืองที่ผ่านสนามการเมืองมาอย่างโชกโชน แม้พรรคไทยภักดีจะถูกมองว่าเป็นพรรคเล็ก แต่จากผลโพล ประชาชนมองว่าหมอวรงค์มีจุดเด่นเรื่องต่อต้านคอร์รัปชัน (44.5%) กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ กล้าชน

“ดร.เอ้” ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ พรรคไทยก้าวใหม่ ประชาชนมองว่า โดดเด่นด้านการศึกษา 48.8% คนนี้บอกเลยความรู้ดี ความสามารถไม่เป็นสองรองใคร วิสัยทัศน์ด้านการศึกษาก็ยอดเยี่ยม น่าจะเข้ามายกระดับระบบการศึกษาไทยให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ได้ เรียกว่ามีภาพลักษณ์ของ “ผู้นำยุคใหม่” ประคองตัวดีๆ อย่าว่าแต่ตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี ยังได้เลย แต่อย่างว่าเมืองไทยวัดกันที่คะแนนเสียง ที่จำนวน สส.

“อาร์ท” เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล พรรคปวงชนไทย ถูกมองว่าโดดเด่นใน 3 ด้าน คือ สร้างงาน เพิ่มรายได้ 41.9% , เทคโนโลยี พลังงานสะอาด 45.1% , และ เศรษฐกิจยุคใหม่ 46.4% …ชื่อนี้คอการเมืองอาจไม่ค่อยคุ้นหู แต่โปรไฟล์ความรู้ความสามารถไม่ธรรมดา เป็นทายาทของ อนันตชัย คุณานันทกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง สยามสตีลกรุ๊ป อาณาจักรธุรกิจเหล็กกล้ามูลค่าหลายพันล้านบาท ฯลฯ ก่อนจะหันมาลงสนามการเมือง โดยเคยเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี มาแล้วถึง 2 รัฐมนตรี คือ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กับ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ มีผลงานปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ถึงกัมพูชา

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พรรคไทยสร้างไทย นักการเมืองหญิงที่โลดแล่นบนถนนการเมืองมานาน ถูกมองว่าจุดแข็งคือประเด็น สุขภาพและสวัสดิการ 42.6% ซึ่งเป็นหัวใจของนโยบายรัฐสวัสดิการที่เท่าเทียมและเข้าถึงได้สำหรับทุกคนในสังคม
ต้องบอกว่าแม้จะเป็นพรรคใหม่ พรรคเล็ก แต่ถ้าทำงานจริง เข้าใจปัญหาของผู้คน และกล้าคิดนโยบายใหม่ๆ ก็มีโอกาสเป็นพรรคใหญ่ในใจประชาชนได้ ข้อดีคือมีความยืดหยุ่นสูง ไม่ติดระบบเก่า สามารถออกแบบนโยบายที่เข้าถึงคนได้ง่ายกว่า
ถ้าพรรคใหม่ พรรคเล็ก กล้าที่จะพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ,ปรับการศึกษาให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ,สร้างสวัสดิการที่ไม่ใช่แค่เยียวยา แต่สร้างโอกาส ,ปฏิรูปการเมืองให้ประชาชนมีส่วนร่วมจริงๆ ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเมืองแบบใหม่ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของนักการเมือง แต่เป็นเรื่องของทุกคน .
..การเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัว ถ้าพรรคการเมืองคือประตูแห่งอนาคต ประชาชนก็คือกุญแจสำคัญที่จะเปิดมัน
——————
คนเถรตรง



