การเมืองวิ่งเข้าสู่โหมดสงครามแตกหักทวีความรุนแรงไต่ขึ้นระดับพีค โดยเฉพาะที่กระทรวงมหาดไทย มีการถือธงรบ โดย “บิ๊กอ้วน” ภูมิธรรม เวชชัย รองนายกและ รมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาการณ์นายกรัฐมนตรี ตีกลองเขย่าขวัญข้าราชการค่ายสีน้ำเงินเตรียมตัว เตรียมใจ  

ให้โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี “จิรายุ ห่วงทรัพย์” ส่งสัญญาณมาจากทำเนียบรัฐบาล สั่งการให้ รมว.และ รมช.ทุกกระทรวง เร่งสำรวจข้าราชการที่จะครบวาระเกษียณอายุราชการเป็นการเร่งด่วน และขอให้เร่งรัดแต่งตั้งข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถ มีความตั้งใจจริงที่จะทำงาน สนองนโยบายของรัฐบาล เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน  

พร้อมกำชับข้าราชการระดับสูงตั้งแต่ปลัดกระทรวงลงมา เร่งเดินหน้าทำตามนโยบายของรัฐบาลให้มีผลเป็นรูปธรรม อย่าปล่อยให้เจ้าหน้าที่ระดับล่างกล่าวหาว่า เข้าเกียร์ว่างก่อนเกษียณ หรือรอดูท่าทีของรัฐบาลเพราะประเทศจะต้องขับเคลื่อนทุกวันไม่มีวันหยุด รัฐบาลจะตรวจสอบผลงานของแต่ละส่วนต่าง ๆ อย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง เพื่อให้มีผลต่อการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญต่างๆของรัฐบาลในทุกมิติ  

ตามมาด้วยท่อนฮุกที่ “บิ๊กอ้วน”ประกาศให้รู้ว่าเวลานี้ใครใหญ่ โดยในวันประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งประเทศ และผู้บังคับบัญชา ผู้การจังหวัด ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะต้องเข้าร่วมประชุมทุกจังหวัด ไม่เข้าไม่ได้เว้นแต่เรื่องเข้าเฝ้าเจ้านาย หรือป่วยหนักจริงๆ หากไม่เข้าร่วมถือว่าไม่สนองต่อนโยบายจะย้ายทันทีรวมไปถึงผบ.ตร.ด้วย

ทำเอาข้าราชการเสียวสันหลังวาบโดยเฉพาะสายสีน้ำเงินอย่าง“ปลัดป๊อป”อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ตอนนี้ตำแหน่งปลัดมท.ยังลูกผีลูกคน เพราะก่อนหน้านี้เดินอยู่หลัง “เสี่ยหนู อนุทิน ชาญวีรกูล” จน “ทักษิณ ชินวัตร”เจอหน้าต้องทักแรง “เดินตามเป็นเงากันเลย”

แต่“บิ๊กอ้วนเล่นบทสหายใหญ่ใจดีถือเค้กเบิร์ธเดย์ “ปลัดป๊อป” ระหว่างลงพื้นที่ศรีสะเกษ ท่ามกลางความลุ้นของใครหลายๆคน

ปฏิบัติการสลายก๊วนสีน้ำเงินไม่หยุดเพียงเท่านี้ ยังขยับเข้าไปสู่การทุบหม้อข้าวภูมิใจไทย โดยเฉพาะงบกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น (สถ.) ที่กระจุกตัวทั้งพรรคเพื่อไทยจับมือกับ “พรรคประชาธิปัตย์” โดยในเวทีประชุมครม.เดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย เปิดประเด็นโวย ว่า 2-3 ปีที่ผ่านมาการจัดงบกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น กระจุกตัวในบางพื้นที่อย่างน่าเกลียดและมีปัญหาค่อนข้างมาก บางพื้นที่เป็น อบต. ขนาดเล็ก ได้งบประมาณถึง 60-70 ล้านบาท แต่บางพื้นที่กลับไม่มีการจัดส่งงบประมาณลงไป ครม.จึงขอเกลี่ยงบกระตุ้นเศรษฐกิจกันใหม่ และเมื่อสแกนดูก็พบว่าไปกระจุกตัวอยู่ที่ จ.กระบี่ สตูล และบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นพรรคภูมิใจไทย

เพิ่มเติมด้วยการเร่งสปีดคดีฮั้วสว.ที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะที่ 26 ขมวดปมส่งสำนวนคดีเตรียมเสนอกกต.พิจารณากรณีมีคนร้องถึงขั้นให้ยุบ “พรรคภูมิใจไทย” อีกทั้งยังมีคดีอั้งยี่ซ่องโจร ฟอกเงิน รออยู่เต็มพิกัด แม้พลพรรคต่างเรียงหน้าออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริงก็ต้องจับตาดูว่าผลสุดท้ายแล้วจะเป็นอย่างไร

ส่วนคดี “เขากระโดง” ล่าสุด‘ภูมิธรรม’ สั่ง อธิบดีกรมที่ดิน  “พรพจน์ เพ็ญพาส” ชี้แจงเหตุใดจึงเปลี่ยนแปลงคำสั่งของศาลปกครอง และศาลฎีกาภายใน 7 วัน หากไม่มีความชัดเจน ก็จะเซ็นตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกรณีที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ที่มีปัญหาทับซ้อนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยใหม่ทันที รวมไปถึงที่ดินอัลไพน์ ก็จะต้องตรวจสอบ พร้อมขู่ด้วยว่า ถ้า“พรพจน์”ทำอะไรนอกกรอบ เอื้อประโยชน์ใครเจอดีแน่

การฟาดฟันกันระหว่าง “พรรคเพื่อไทย”และ “พรรคภูมิใจไทย” เห็นได้ชัดกับการเลือกตั้งซ่อมสส.ศรีสะเกษ เขต 5 ที่ “อนุทิน” เปิดเวทีปราศรัยวันแรกฟาดดะ จนพรรคเพื่อไทยบอกจะไปฟังเทปแล้วแกะคำปราศรัย เตรียมฟ้องร้อง เวทีสนามนี้เป็นการวัดศักดิ์ศรีระหว่าง “ค่ายแดงและค่ายน้ำเงิน”ที่มีแค้นเก่าผสมโรงด้วย

พรรคเพื่อไทยตอนนี้ใช้ “เดอะอ้วน ภูมิธรรม” เล่นบทพระเอก เล่นใหญ่จ้างร้อยเล่นล้าน ตีประเด็นใหญ่รายวัน กลบข่าวความเคลื่อนไหว “นายกฯอิงค์” แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม ที่เจ้าตัวเลือกที่จะรูดซิปปาก ใช้ช่องทางโซเชียลสื่อสารทางเดียว โพสต์ถึงความเคลื่อนไหว การทำงานในเก้าอี้รมว.วัฒนธรรม ผลักดันงานด้านซอฟพาวเวอร์ อะไรก็แล้วแต่ช่วงนี้ใครๆ ก็รู้ว่า “นายกฯอิ๊งค์” อยู่ในภาวะเกิดวิกฤตศรัทธาเงียบไว้ดีกว่า พูดอะไรมีแต่เสียมากกว่าได้

ในซีกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ผ่านร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับการนิรโทษกรรม 3 ฉบับได้แก่ ฉบับที่ 1 ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ของนายวิชัย สุดสวาสดิ์  สส.ชุมพร พรรครวมไทยสร้างชาติ  (รทสช.) ได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนน 299 เสียง  ฉบับที่2 ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ของนายปรีดา บุญเพลิง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม (กธ.)  ได้รับความเห็นชอบ 311เสียง  และฉบับที่5 ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนน 311เสียง ซึ่งได้ตั้ง กมธ.ขึ้นมาพิจารณา 32 คน โดยใช้ร่างของนายวิชัยเป็นร่างหลัก สำหรับเนื้อหาที่นำเสนอ ไม่ได้ทำเพื่อกลุ่ม กปปส. แต่ทำเพื่อทุกกลุ่ม แต่ไม่ได้นิรโทษกรรมคนทุจริต ความผิดคดีอาญาเข่นฆ่าประชาชน และคดี ม.112

ส่วนอีก 2 ฉบับไม่ผ่านสภาต้องตกไป คือ ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่บุคคลซึ่งได้กระทำความผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ที่นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นผู้เสนอ และร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน ที่ภาคประชาชนเป็นผู้เสนอ

งานนี้ “พรรคเพื่อไทย” เล่นบทตี 2 หน้าโดยมี 6 สส. เสื้อแดงยังคงหนุนร่างพ.ร.บ.ของ “นายชัยธวัช” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกลเสนอ

ขณะที่ “ทักษิณ” ช่วงนี้ต้องใช้เวลาขึ้นโรงขึ้นศาลแก้ต่าง ที่ล่าสุดคดีความผิด ม.112  และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เมื่อปี 2558 กรณี นายทักษิณได้ให้สัมภาษณ์สื่อทีวีต่างประเทศประเทศเกาหลีใต้พาดพิงสถาบัน ศาลพิจารณาแล้วได้นัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ในวันที่ 22 ส.ค. 2568

สำทับด้วยคดีป่วยทิพย์ชั้น 14 ที่มีการสืบพยานบรรดาหมอรักษาทิพย์ ดูทรงแล้วคดีนี้จะเป็นตัวชี้ชะตา ว่า การกลับบ้าน “ทักษิณ” อย่างเท่ๆจะไม่มีอีกแล้ว โอกาสก้มหัวเข้าคุกชดใช้กรรมกำลังจะมาเยือน

อย่างไรก็ตามตามพรรคต่างๆก็เตรียมแต่งตัวลงสนามเลือกตั้งครั้งหน้าท่ามกลางปัญหาลูกใหญ่เกี่ยวกับความเชื่อมั่นทางชายแดนไทยกัมพูชาไม่รู้ว่าชายแดนนับวันร้อนระอุส่อกลายเป็นปมเดือดปะทะกัน เพราะขณะนี้ก็มีการระเบิดศึกอารมณ์ ยั่วยุกันไม่เว้นแต่ละวันพร้อมเปิดหน้าชกกันทุกวัน อีกทั้งยังมาเจอเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดจนได้รับบาดเจ็บและมี1คนขาขาด ยิ่งจะเป็นแรงผลักให้การระเบิดศึกเกิดเร็วขึ้น

เป็นเรื่องที่ทหารต้องวางเกมแก้ปัญหาด่วนๆ ยังไม่รวมถึงประเด็น “ฮุนเซน” คึกปล่อยคลิปลับ คลิปร้อนออกมาอีกจะกลายเป็นการเพิ่มจุดตายให้กับ “พรรคเพื่อไทย”เพิ่มขึ้น

อีกทั้งยังมีเรื่องอธิปไตยไทยที่สหรัฐอเมริกา จะมาขอตั้งฐานทัพ ที่ตำบลทับละมุ จ.พังงา แลกกับการเก็บภาษี 36% เป็นเรื่องร้อนของรัฐบาล เพราะกระทบจิตใจคนไทยในเรื่องของความเชื่อมั่น เพราะเป็นเรื่องของความมั่นคงชาติ

ประเมินสถานการณ์รัฐบาลตอนนี้ใช้วิธีเอาตัวรอดไปวันๆ ประคองตัวเองยืดชีวิตให้นานที่สุด การยื้อเวลาเพื่อหวังผ่อนหนักให้เป็นเบา แต่เกรงว่าจะกลายเป็นการเพิ่มปัญหากลับมาท้าโถมเสียมากกว่า

ทางโลกก็วุ่นวายระดับ 10 ส่วนทางธรรม ก็เกิดวิกฤติของพระพุทธศาสนา ที่หลายฝ่ายจะต้องร่วมบูรณาการ ร่วมกันสังคยานา เวลานี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการที่จะชำระล้างสังคายนาพุทธศาสนาให้เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชนต่อไป.