เพราะทุกคำพูดที่ออกมา นั่นเท่ากับ…เป็นการประกาศว่า รัฐบาลเพื่อไทย จะทำอะไร? ทำอย่างไร?
หรือ…อาจเรียกได้ว่า เป็นการประกาศโรดแม็พแนวทางการบริหารประเทศ นับจากนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ หรือสังคม
แม้ “ทักษิณ” จะบอกเพียงว่าเค้าคือ “เสมียนของประเทศ” เพื่อส่งข้อมูลทั้งหมดให้รัฐบาล เพื่อช่วยผลักดันนโยบายที่ดี โดยที่ “แพทองธาร” ยังคงเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อไป
เพราะ “แพทองธาร” ติดตามตัวเองเข้าสนามการเมืองมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ซึ่งเข้าใจสถานการณ์ จึงอาสาเข้ามาทำงานการเมือง ด้วยความตั้งใจ แต่ถ้าเค้าไม่ให้เป็น ก็กลับไป “เลี้ยงลูก”
อย่างไรก็ตาม “ทักษิณ” ชี้ให้เห็นว่า แม้ปัญหาเศรษฐกิจจะเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องหนัก และเรื่องยาว แต่ปัญหา “การเมือง” เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากการเมืองไม่นิ่ง ไม่มีเสถียรภาพ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ก็ทำอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้
ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง เพราะตราบใดที่พรรคร่วมรัฐบาลไม่แข็งแรง ไม่แข็งแกร่ง การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ในเวลานี้อยู่ในภาวะ “เสี่ยง” ก็ทำได้อย่างลุ่มๆ ดอนๆ
และหากผสมมวลรวมเข้ากับความอ่อนแอในการ “สื่อสาร” ด้วยแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่ ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นจากสภาพการณ์ในปัจจุบัน ที่ “เสมียนของประเทศ” เองก็ยังยอมรับ ว่ารัฐบาลอ่อนแอในเรื่องของการสื่อสาร
ด้วยเหตุนี้ จึงได้เข้ามาช่วย เข้ามาทำหน้าที่ เพื่อสื่อสารให้คนทั้งประเทศเห็นว่า การบริหารของรัฐบาลเป็นไปในทิศทางอย่างไร เพื่อทำให้ “trust and confident” เกิดขึ้นกับประชาชนคนไทยทุกคนโดยเร็วที่สุด

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องจริงอีกเช่นกัน เพราะรัฐบาลมีความอ่อนแอทางด้านการสื่อสาร จึงทำให้การเดินหน้าออกนโยบายใด ๆ ก็ตาม มักไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่นัก
ผิดกับวิธีการ แนวทาง หรือบุคคลิกของ “ทักษิณ” ที่เมื่อสื่อสารออกมาครั้งใด ย่อมเรียกเสียงฮือฮา สร้างอิมแพ็ค จากสังคม ได้ทุกครั้ง ได้ทุกเรื่องที่สำคัญ การสื่อสารทุกครั้ง ก็จะสื่อให้เห็นถึงการวางยุทธศาสตร์ของประเทศ การขับเคลื่อนประเทศ การนำพาประเทศในทุกด้าน ในฐานะที่เป็น “นายใหญ่” อย่างแท้จริง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสื่อสารทางด้านเศรษฐกิจท่ามกลางความเสี่ยงในเรื่องภาษีตอบโต้ของ ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่ “ทักษิณ” ก็สื่อสารให้เห็นเด่นชัด
แนวทางการเจรจาของทีมไทยแลนด์ ได้แบ่งสินค้าเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 สินค้าที่นำเข้าจากจีนมาประกอบแล้วส่งออก กลุ่มที่ 2 สินค้าที่ส่งไปอเมริกาโดยเทคโนโลยีและบริษัทอเมริกันมาตั้งในประเทศไทย และกลุ่มที่ 3 สินค้าเกษตร สินค้า เอสเอ็มอี และอัญมณี ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
ขณะเดียวกัน ยังชี้ให้เห็นว่า ถ้าจะเปิดให้สินค้าจากอเมริกา มาแข่งขันกับสินค้าที่ไทยนำเข้าจากประเทศอื่น ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เช่น เนื้อแข่งกับออสเตรเลีย หรือมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ ฮาร์เลย์ เดวิดสัน ก็ไม่เสียหายหรือเสียบเปรียบอะไร
แต่หลักการเจรจาคำว่า “ดีล” ไม่มีจบ ถ้ายังไม่พอใจก็ต่อรองกันต่อไป เป็นลักษณะของการเจรจาธุรกิจที่ต้องมีการเจรจากันตลอดไปต่อเนื่อง
หรือจะเป็นเรื่องของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่”ทักษิณ” ก็สื่อสารให้เห็นชัดเจน ว่ารัฐบาลไม่สามารถที่จะก่อหนี้เพิ่มได้อีกแล้ว เพราะเต็มเพดาน ดังนั้นจึงต้องดึง “เงินใหม่” หรือ New Money เข้ามาในประเทศให้มากที่สุด

ไม่ว่าจะผ่านการทำแซนด์บ็อกซ์ โดยใช้เงินคริปโทเคอร์เรนซี่ เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทยได้ เพราะเวลานี้คริปโทฯ ในตลาดโลกอยู่ในช่วงขาขึ้น และคนที่ใช้เงินเหล่านี้ถือเป็นคนรวยทั้งนั้น
รวมไปถึงการจัดทำ “เขตทดลองนวัตกรรม” ด้วยการทำ “ยีนบำบัด” ที่เป็นเรื่องที่มาแรงมากในตะวันออกกลาง ที่ใช้ในคู่ที่แต่งงานกันแล้วกลัวมีปัญหาเรื่องยีน สามารถทำให้มีลูกได้เยอะมาก รวมทั้งเรื่องสเต็มเซลล์ เพราะไทยก็ขึ้นชื่อว่าเป็นฮับแห่งเมดิคัล อยู่แล้ว
ถ้าแก้กฎหมาย หรือบายพาสกฎหมายหรือกฎระเบียบ ต่าง ๆ ก็เพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยไม่น้อยที่จะดึงดูด “เงินใหม่” เข้ามาได้
หรือจะเป็นเรื่องของ “Golden Visa” หรือ วีซ่าระยะยาวที่ให้กับคนต่างชาติในระยะยาว 10 ปี โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีเงินมาฝากหรือมาลงทุน โดยให้สิทธิพิเศษคือเมื่อครบ 5 ปี ถ้าเป็นคนดี เสียภาษีให้ไทย ไม่ก่ออาชญากรรม ก็มีสิทธิ์ขอเป็นประชาชนคนไทย รวมทั้งได้สิทธิ์ซื้อบ้านเพื่อการอยู่อาศัย ก็จะดึงดูดเงินใหม่ ๆ เข้ามาได้ไม่น้อยทีเดียว
นี่เป็นเพียงบางข้อเสนอ ที่หยิบยกมาให้เห็นเท่านั้น ถึงทักษะการสื่อสารของผู้บริหารประเทศตัวจริง!! ส่วน…จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ก็ต้องลองดูฝีมือของคนที่เกี่ยวข้องต่อไป เพราะปูทาง…มาให้ขนาดนี้แล้ว!
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



