ในวันอังคารที่ 22 ก.ค.นี้ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด!! ก็เชื่อได้ว่าประชาชนคนไทยทั้งประเทศ จะได้รับรู้ว่า ใคร? จะเข้ามาเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลำดับที่ 25 แทน “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ผู้ว่าการ ธปท.หรือผู้ว่าการแบงก์ชาติคนปัจจุบัน ที่กำลังจะพ้นวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 30 ก.ย. 68 หลังจากที่การประชุม ครม.เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา ดันมีเหตุที่ไม่มีใครคิด… จนทำให้วาระการพิจารณา “เคาะ” เลือกผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ต้องมีอันเลื่อนออกไป
เหตุใหญ่!! ใจความก็เป็นผลมาจากการส่งเอกสารที่ไม่ครบถ้วน เพราะมีเพียงแค่ประวัติ ผลงาน เท่านั้น แต่ยังขาดในเรื่องของเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องมีการตรวจสอบจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ศาลยุติธรรม และศาลปกครอง
รอชัดเจน 22 ก.ค.นี้
ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมากระบวนการสรรหาผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่นั้นเข้มข้น ดุเดือด จนสุดท้าย “พิชัย ชุณหวชิร” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้สะเด็ดน้ำ จดปลายปากกาเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสม 1 คน จะเป็น “วิทัย รัตนากร” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ที่มีการฟันธงกันมาแล้วว่า “แน่นอน” หรือ… จะเป็น “รุ่ง มัลลิกะมาส” รองผู้ว่าการ ธปท. ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ก็ต้องรอให้ครม.วันที่ 22 ก.ค.นี้ ประกาศรายชื่อให้ชัดเจนกันก่อน
ทั้งนี้ ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ จะเริ่มรับตำแหน่งในวันที่ 1 ต.ค.68 ซึ่งหากได้รับความเห็นชอบจาก ครม.ในสัปดาห์นี้แล้ว ตามขั้นตอนก็เตรียมเสนอชื่อทูลเกล้าฯต่อไป ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อแนวโน้มของนโยบายการเงินไทย โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจมีสัญญาณชะลอตัวจากภาระหนี้ครัวเรือนสูง และแรงกดดันจากสงครามการค้าในระดับโลก
ย้อนรอยเทียบฟอร์ม
อย่างไรก็ตาม หากเทียบคุณสมบัติของแคนดิเดตทั้ง 2 คน ไม่ว่าจะเป็น “วิทัย” และ “รุ่ง” ก็ต้องขอย้อนรอยให้เห็นชัด ๆ อีกครั้งว่า “ไม่ธรรมดา” ทั้งคู่ โดย “วิทัย” ผ่านการทำงานอดีตเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ, อดีตกรรมการ และรักษาการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย, อดีตประธานเจ้าหน้าที่สายการเงิน บมจ.สายการบินนกแอร์ และผู้อำนวยการธนาคารออมสินในปัจจุบัน
“วิทัย” ได้ฉายภาพเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ว่าอยู่ในภาวะชะงักงัน และกังวลว่าจะซึมยาว โดยจีดีพีลดต่ำลงมาก เพราะไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาการศึกษา ความยากจน และสังคมสูงวัย แถมยังมีประเด็นร้อนทางการเมืองเข้ามาเป็นปัจจัยกดดันให้เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อมั่นทั้งในส่วนของภาคประชาชน และนักลงทุน
การประสานงานนโยบายจึงมีความสำคัญ ทั้งนโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง ร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เช่น แบงก์รัฐ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา และต้องใช้หลายมาตรการหลายเครื่องมือในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างครั้งนี้ ขณะที่การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ต้องแก้ด้วย 1.เศรษฐกิจต้องโต รายได้ต้องขึ้น 2.ต้องลดดอกเบี้ยของธนาคาร และ 3.ต้องทำมาตรการโอนหนี้เอ็นพีแอลที่ตั้งสำรองไว้ไปบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ เอเอ็มซี
สอดประสาน–พูดคุย
ขณะที่ “รุ่ง” เป็นลูกหม้อแบงก์ชาติมานานกว่า 20 ปี เคยเป็นกรรมการในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รองผู้ว่าการ ด้านบริหาร ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน และผู้ช่วยผู้ว่าการ สายเสถียรภาพการเงินและยุทธศาสตร์องค์กร เคยนั่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทยในช่วงปี 60-62 และปัจจุบันรองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท.
“รุ่ง” เน้นย้ำว่า การทำงานระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายการคลังต้องสอดประสานกัน ต้องทำความเข้าใจและพูดคุยบ่อยขึ้น พูดคุยให้เร็วขึ้น เพราะที่ผ่านมายังพูดคุยกันช้าเกินไป เพื่อให้ประสิทธิภาพการประสานงานทำได้ดีกว่าเดิม โดยจะเร่งทำให้เศรษฐกิจไทยฝ่าพายุที่เข้ามารุมเร้าในเวลานี้ไปให้ได้ โดยเป็นเรื่องรักษาเสถียรภาพเป็นสำคัญ
ต่อมาในระยะกลาง คงสานต่อเรื่องภูมิทัศน์ใหม่การเงินไทย เชื่อว่าจะช่วยตอบโจทย์ภาคการเงินไทยและภาคสังคมไทย เช่น เรื่องการถูกคิดอัตราดอกเบี้ยแพง โดยต้องเพิ่มผู้เล่นใหม่เข้ามาแข่งขัน โดยให้ความสำคัญกับโอเพนดาต้า, โอเพน อินฟราสตรัคเจอร์ และโอเพน คอมเพทิชัน รวมทั้งอยากเห็นกลุ่มนอนแบงก์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

คนใหม่รับศึกหนัก
บทบาทหน้าที่ ผู้ว่าการ ธปท. ถือว่ามีความสำคัญของประเทศ เพราะเป็นผู้กำหนดทิศทางนโยบายการเงิน สอดรับนโยบายการคลัง ร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยถือเป็นตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด และยังนั่งรองประธานคณะกรรมการธปท., ประธานคณะกรรมการนโยบายการเงิน, ประธานคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน และประธานคณะกรรมการระบบการชำระเงิน ในตำแหน่งผู้ว่าการแบงก์ชาติ มีวาระคราวละ 5 ปี ติดต่อกันได้ไม่เกินสองวาระ หรือรวมกันได้สูงสุด 10 ปี โดยหน้าที่หลักคือ…มีหน้าที่กำกับดูแลนโยบายและบริหารธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเงินของประเทศ
สำหรับภารกิจที่ผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ ต้องรับศึกหนัก เพราะในเวลานี้โลกภายนอกประเทศปั่นป่วนจากภาษีของสหรัฐที่เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้า ทำให้ทั่วโลกต่างตื่นตัวกับการค้า เนื่องจากหากไม่ทำอะไร จะกระทบกับภาคการส่งออกอย่างแน่นอน ซึ่งรวมถึงประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบแบบเต็ม ๆ จากในเวลานี้ สหรัฐเก็บภาษีไทย 36% (ณ วันที่ 18 ก.ค. 68) โดยยังต้องรอลุ้นทีมไทยแลนด์ว่าเจรจาสุดท้ายอัตราภาษีจะอยู่ที่เท่าไร และมีข้อเสนออย่างไรไม่ให้ไทยนั้นเสียเปรียบคู่ค้าคู่แข่ง
สารพัดภารกิจสำคัญ
อีกหนึ่งในภารกิจสำคัญ…ที่ไม่สามารถปฏิเสธได้เลย คือ เรื่องของการกำกับดูแลเสถียรภาพทั้งระบบการเงิน ตลาดเงิน อัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาท เพราะหากเกิดความผันผวนไม่ว่าจะเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือประเทศหลักอย่างสหรัฐ มีการสื่อสารออกมาตรการหรือนโยบายใด ๆ อาจทำให้ตลาดการเงิน ค่าเงินผันผวน ธปท.จึงต้องดูแลเพื่อให้เกิดความมีเสถียรภาพ รวมถึงความมีเสถียรภาพสถาบันการเงิน ซึ่งต้องกำกับดูแลบรรดาสถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจการเงิน บัตรเครดิต สินเชื่อ เงินฝาก ให้มีการปล่อยสินเชื่ออย่างเป็นธรรม สนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจยังเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากขณะนี้มีความไม่แน่นอน และความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะภาษีทรัมป์ สหรัฐเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 36% หากกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากจนชะลอลง การใช้เครื่องมือสำคัญอย่างนโยบายการเงิน หรือการใช้ดอกเบี้ยนโยบายจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น เพื่อให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจ และจำต้องสอดประสานการทำงานกับนโยบายการคลังให้เกิดความสอดคล้องของนโยบาย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมาทางรัฐบาลได้เรียกร้องให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยเพื่อหนุนเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง
ยามนี้ต้องเร่งแก้หนี้
นโยบายสำคัญและเร่งด่วน อีกเรื่องที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศกำลังรอคอย คงหนีไม่พ้น เรื่องการเร่งแก้หนี้ครัวเรือน เพราะปัจจุบันอยู่ระดับสูงกว่า 90% ต่อจีดีพี เช่น การจัดตั้งบริษัทบริหารหนี้ หรือเอเอ็มซีภาคประชาชนที่เป็นแนวคิดของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อรับซื้อหนี้ให้ประชาชนได้หายใจสะดวกมากขึ้น ซึ่งถือเป็นนโยบายที่น่าสนใจ
ทั้งหลายทั้งปวง!! เชื่อได้ว่าการแต่งตั้งผู้ว่าการ ธปท.ในครั้งนี้คงไม่พลิกโผ ตามที่สังคมได้รับรู้รับทราบกันไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งไม่ว่าจะเป็นใคร? ก็ตาม สิ่งสำคัญคือ… เมื่อเข้ามารับตำแหน่งแล้ว จะสามารถบริหารจัดการให้ ธปท.กลายเป็นที่พึ่งสำคัญของคนไทยทั้งชาติได้มากน้อยแค่ไหนต่างหาก!! ที่ต้องจับตา!!.



