แต่ก็ใช่ว่า…ประเทศไทยจะรอดพ้นจากพายุสงครามการค้าโลก เพราะการเรียกเก็บภาษีของ “ทรัมป์” ก็เท่ากับว่า เป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี

เพราะ!! อย่าลืมว่า ที่ผ่านมาสินค้าเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ที่ส่งออกไปสหรัฐ มีแทบทุกประเภท โดยสินค้าเหล่านั้นในบางประเภท สหรัฐเรียกเก็บภาษีในอัตราค่อนข้างต่ำ หรือบางชนิดก็ไม่ต้องเสียภาษีด้วยซ้ำ

ดังนั้น…เมื่อสหรัฐ มาเรียกเก็บภาษีสินค้าจากไทยถึง 19% ก็ย่อมต้องทำให้เป็นภาระต่อผู้ประกอบการ ต่อผู้ผลิตของไทย บางรายหากสายป่านไม่ยาวพอ อาจต้องล้มหายตายจาก

จากการที่ต้องสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เพราะมีภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นจากอัตราภาษีที่กำหนด ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญของผู้ประกอบการ

แม้รัฐบาลได้เตรียมมาตรการ เตรียมเงินจากงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหลืออยู่ เพื่อเจียดออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการและคนที่เดือดร้อน ทั้งมาตรการซอฟต์โลน ถึง 2 แสนล้านบาท มารองรับ รวมไปถึงมาตรการการเงินลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อนำไปปรับปรุงมาตรฐานการผลิตให้ทันสมัย

หรือแม้แต่มาตรการในเรื่องของแรงงาน ทั้งการชะลอการเลิกจ้างแรงงาน การเพิ่มศักยภาพแรงงาน เพื่อให้เข้ากับโครงสร้างการผลิตในระยะต่อไป ที่รัฐบาลต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ

มาตรการช่วยเหลือเหล่านี้ ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ประกอบการรายใหญ่ อาจปรับตัวได้ หรือบางรายที่มีศักยภาพอาจต้องการความช่วยเหลือไม่มากนัก แค่เพียงช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องของขั้นตอน ก็พอ

แต่!!ในส่วนของรายเล็ก รายกลาง แรงเสริมทางด้านการเงิน อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ภาครัฐอาจต้องชี้ให้เห็นทิศทางที่ควรก้าวเดิน โดยเฉพาะในเรื่องของความแตกต่าง หรือการหาตลาดที่ใช่

อย่าลืมว่า ทุกวันนี้ เอสเอ็มอีไทย มีสัดส่วนกว่า 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด และยังจ้างแรงงานกว่า 69.5% ของประเทศด้วยซ้ำ ดังนั้นเมื่อมีการเรียกเก็บภาษี เอสเอ็มอี จึงกลายเป็นกลุ่มที่ได้รับแรงกระแทกมากที่สุด เพราะมีทรัพยากรจำกัด

หากต้นทุนต้องเพิ่มขึ้น ก็อาจทำให้บางรายอยู่ไม่ได้ โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ทั้งในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรกล

นอกจากนี้ยังมีในกลุ่มของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้า ธุรกิจอาหารแปรรูปและเกษตรแปรรูป หรือแม้แต่ในกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ไม้และเครื่องใช้ในครัวเรือน

ต้องยอมรับว่า เอสเอ็มอีเหล่านี้พึ่งพิงตลาดสหรัฐ อยู่จำนวนไม่น้อยทีเดียว หากต้นทุนทางด้านภาษีเพิ่มขึ้นมากขนาดนี้ บางรายอาจต้องถอนตัวออกไป

ขณะเดียวกันเรื่องของภาษีตอบโต้ 19% ยังเป็นเพียงมาตรการช็อตแรก ยังมีเรื่องมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ที่ยังไม่รู้ว่าสหรัฐจะออกกฎเกณฑ์เข้มงวดอะไรมาเพิ่มต่ออีก

รวมถึงภาษีสินค้าสวมสิทธิ์หรือเปลี่ยนแหล่งกำเนิดสินค้า (Transshipment) จากประเทศหนึ่งมายังประเทศผู้ส่งออก ก่อนส่งออกไปยังสหรัฐฯ อีกที ที่ยังไม่จบว่า แม้มีตัวเลขที่ 40% ออกมา แต่ในรายละเอียดก็ยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่าหากเข้าเกณฑ์ก็จะโดนภาษี 40% และเป็นภาษีออนท็อปคือบวกเพิ่มจากอัตราเดิมที่เรียกเก็บอยู่แล้ว

โดยเฉพาะในกิจการโซลาร์เซลล์ แผงวงจร หรือแผ่นโซลาร์ ที่ปัจจุบันสหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงอยู่แล้ว รวมไปถึงอะลูมิเนียม ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท และยางล้อ ที่คาดการว่า จะมีการพึ่งพิงวัตถุดิบนำเข้าจากจีนสูง และไทยอาจถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นฐานการผลิตหรือประกอบสินค้าจากจีน

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงปานกลาง เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เหล็ก และแม่พิมพ์ ที่ต้องจับตาดูขอบเขตการบังคับใช้ภาษีสวมสิทธิ์

เรื่องของสินค้าสวมสิทธิ์นี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะสหรัฐเองก็สงสัยว่าสินค้าที่ส่งออกจากไทยกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นสินค้าที่มีการสวมสิทธิ์หรือไม่

ตรงนี้!!ถือเป็นเรื่องใหญ่  ที่รัฐบาลต้องทำการบ้านอย่างหนักว่าจากนี้ไปจะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการไทยยังอยู่ได้ไม่ล้มหายตายจากไปตามสภาพ เพราะขาดการดูแลจากภาครัฐ!


……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”

อ่านบทความทั้งหมดคลิกที่นี่