เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศว่า สินค้านำเข้าจากบราซิล จะถูกเก็บภาษี 10% ซึ่งเป็นอัตราพื้นฐานต่ำสุดที่บังคับใช้กับประเทศส่วนใหญ่
บราซิลคิดว่าตนเองรอดพ้นเล็กน้อยจากมาตรการภาษีของทรัมป์ ทว่าหนึ่งวันก่อนถึงเส้นตายการระงับภาษี 90 วัน ในวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา ทรัมป์กลับปรับขึ้นอัตราภาษีของบราซิลเป็น 50% ซึ่งอาจทำให้เกิดสงครามการค้ากับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของลาตินอเมริกา ที่ส่งออกเนื้อวัว กาแฟ เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จำนวนมากไปยังสหรัฐ
การประกาศดังกล่าวหมายความว่า บราซิลจะต้องเผชิญกับภาษีสหรัฐในอัตราสูงที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ แต่นโยบายใหม่ดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวกับการค้าโดยสิ้นเชิง
อัตราภาษีใหม่ของสหรัฐ ไม่ได้มุ่งเป้าปรับดุลการค้ากับบราซิล แต่มันเป็นเรื่องการเมือง และเป็นส่วนหนึ่งของความบาดหมางที่รุนแรงยิ่งขึ้น ระหว่างสหรัฐกับบราซิล โดยทรัมป์ตีกรอบภาษีเหล่านี้ว่าเป็น “การตอบโต้” จากการที่บราซิล “ล่าแม่มด” ต่ออดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนารู อดีตผู้นำบราซิล ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางการเมืองคนสำคัญของเขา
อนึ่ง โบลโซนารูเผชิญกับการพิจารณาคดีในข้อหาพยายามก่อรัฐประหาร หลังเขาแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีบราซิลในปี 2565 ซึ่งกลุ่มผู้สนับสนุนของเขาบุกรุกสถานที่ราชการหลายแห่งในกรุงบราซิเลีย รวมถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับแผนการลอบสังหารประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ผู้ชนะการเลือกตั้ง และผู้นำบราซิลคนปัจจุบัน
ในการประกาศปรับขึ้นภาษี ทำเนียบขาวกล่าวหาว่า บราซิลกระทำการที่เป็นอันตรายต่อบริษัทสหรัฐ โดยพุ่งเป้าไปที่สิทธิเสรีภาพในการพูดของชาวอเมริกัน ตลอดจนการประหัตประหาร การข่มขู่ การคุกคาม การเซ็นเซอร์ และการดำเนินคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมืองต่อโบลโซนารู
อย่างไรก็ตาม นายฟาบิโอ อันดราเด นักรัฐศาสตร์ และศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากโรงเรียนอุดมศึกษาด้านการโฆษณาและการตลาดในบราซิล โต้แย้งว่า แรงจูงใจของมาตรการภาษีไม่ได้เป็นเรื่องการเมือง “เพียงอย่างเดียว”
“บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และมีส่วนสำคัญในการจัดหาเงินทุนให้กับแคมเปญหาเสียงของทรัมป์ ซึ่งในตอนนี้ บริษัทอาจเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากกฎระเบียบที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในบราซิล” อันดราเด กล่าวเพิ่มเติม
แม้ทรัมป์โจมตีรัฐบาลบราซิเลียด้วยมาตรการภาษี การคว่ำบาตร และการแบนวีซ่า โดยทั้งหมดทั้งมวลนี้มีจุดประสงค์เพื่อกดดันให้ทางการบราซิลยกเลิกการดำเนินคดีอาญาต่อโบลโซนารู แต่จนถึงขณะนี้ มาตรการข้างต้นดูเหมือนจะไม่ได้ผล และอาจส่งผลเสียต่อทั้งสองประเทศด้วย
ทั้งนี้ ลูลาปฏิเสธภาษีของสหรัฐหลายครั้งหลายหน และกล่าวหาว่าเป็น “การแทรกแซงจากต่างชาติ” รวมถึงแก้ต่างความเคลื่อนไหวของศาลฎีกาบราซิลว่าเป็น “ความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ” และเรียกร้องให้สหรัฐเจรจา
“การแทรกแซงของรัฐบาลอเมริกันในกระบวนการยุติธรรมของบราซิล เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้” ลูลา กล่าวโต้ตอบ พร้อมกับเสริมว่า บราซิลยังคงเปิดกว้างสำหรับการเจรจาการค้ากับสหรัฐ และประเทศอยู่ระหว่างการเตรียมมาตรการต่าง ๆ เพื่อปกป้องแรงงาน บริษัท และครอบครัวในบราซิล.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



