ลวรณ” บอกว่า เวลานี้กระทรวงการคลังได้เร่งพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ให้ครอบคลุมและมีความลึกมากยิ่งขึ้น เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาดำเนินการร่วมกับนโยบาย NIT

ภายใต้ระบบใหม่นี้ ประชาชนคนไทยทุกคน รวมถึงผู้ที่ต้องการรับสวัสดิการของรัฐ ต้องยื่นแบบภาษี หากมีรายได้ถึงเกณฑ์ ก็ต้องเสียภาษีไปตามปกติ

แต่!! หากมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ก็จะได้รับสวัสดิการจากรัฐแทน

นั่นหมายความว่า… ระบบ NIT จะทำให้การจัดสรรเงินงบประมาณของประเทศ มาดูแล ประชาชนได้อย่างตรงจุด ตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

สุดท้าย ก็นำไปสู่การใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ซ้ำซ้อน ไม่อีรุ่ยฉุยแฉะ หรือซ้อนไปซ้อนมา บางคนได้แล้วได้อีก แต่บางคนกลับไม่ได้ความช่วยเหลือใด ๆ

นโยบายภาษีแบบ NIT ถูกบรรจุอยู่ในนโยบายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่ได้แถลงไว้ ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย. 67 ที่ผ่านมา โดย “แพทองธาร ชินวัตร”

โดยรัฐบาลจะเปลี่ยนโครงสร้างทางภาษีครั้งใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้ ดึงแรงงานนอกระบบที่มีอยู่มากกว่า 50% เข้าสู่ระบบ และศึกษาความเป็นไปได้ของการปฏิรูประบบภาษีไปสู่แบบ Negative Income Tax ซึ่งผู้มีรายได้น้อยจะได้รับเงินภาษีคืนเป็นขั้นบันได ตามเกณฑ์ที่กำหนด

หลักการสำคัญของระบบภาษีรูปแบบใหม่นี้ อยู่ที่ว่า…ประชาชนทุกคนต้องเข้าระบบภาษี และยื่นแบบภาษีเหมือนกันทุกคน ไม่ว่าจะมีรายได้ หรือไม่มีรายได้ หรือมีรายได้เท่าใดก็ตาม

ใคร? ที่มีรายได้สูงกว่าเกณฑ์ ก็ต้องยื่นแบบ และเสียภาษีตามปกติ แต่ใคร? ที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ก็ต้องมีหน้าที่ยื่นแบบภาษีเช่นกัน แต่ไม่ต้องเสียภาษี ในทางกลับกันจะได้รับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐแทน

จากข้อมูลของกระทรวงการคลังระบุว่า Negative Income Tax หรือ NIT ถือเป็นเครื่องมือทางภาษีที่รัฐบาลโอนเงินช่วยเหลือ ให้กับคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ในอัตราที่เป็นสัดส่วนต่อรายได้

โดยรัฐบาลอาจกำหนดเงินโอนขั้นสูงที่แต่ละคนจะได้รับ และเงินโอนนี้จะมีลักษณะที่แตกต่างจากรายได้พื้นฐานทั่วหน้า ซึ่งทุกคนจะได้รับเงินช่วยเหลือเท่า ๆ กัน

ขณะเดียวกันNIT จะถูกออกแบบให้คนที่ทำงานได้รับเงินช่วยเหลือและมีรายได้สุทธิสูงกว่าคนที่ไม่ทำงาน เพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนทำงานเพิ่มขึ้น

จากการสำรวจของสภาพัฒน์ พบว่า มีประชาชนคนไทยมากถึง 64.3% ที่ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในจำนวนนี้พบว่าเป็นผู้ที่อยู่ในเกณฑ์ต้องยื่นมากถึง 50.5% และไม่เข้าข่ายต้องยื่น13.8% โดยส่วนใหญ่แล้ว ก็จะเป็นพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย รับจ้างทั่วไป และคนที่ไม่มีเงินเดือนประจำ

โดยวัตถุประสงค์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องการนำระบบนี้มาใช้ ก็เพื่อให้ทุกคนเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันก็ยังช่วยกำหนดการช่วยเหลือหรือสวัสดิการให้ตรงจุด ให้ตรงเป้าหมาย มากขึ้น

ดีกว่าที่จะใช้ในรูปแบบของการแจกสะบัด เหมือนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ทำกันมา ที่ในแต่ละปีต้องใช้เงินงบประมาณเข้าไปสนับสนุนไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาท

หากรัฐบาลนำระบบภาษีที่เป็นระบบเดียว มาจัดการสวัสดิการหลายประเภท เช่น สำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และ ผู้ว่างงาน ก็จะช่วยลดต้นทุนการบริหารและเพิ่มประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกันภาครัฐสามารถเก็บข้อมูลที่จำเป็นจากแบบแสดงรายได้ เพื่อใช้ในการตัดสินใจให้สิทธิประโยชน์ผ่านการลดหย่อนภาษีหรือเงินโอน

อย่างไรก็ตามปัญหาหลักอยู่ที่ว่าอัตราเงินโอนสุงสุดหรือเงินช่วยเหลือ ที่ผู้อยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ควรจะได้ ควรมีอัตราเท่าใด อย่างไร

หากมีอัตราที่ต่ำกว่าปัจจุบันจากที่เคยได้รับอยู่ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของเก้าอี้รัฐบาลก็เป็นไปได้

……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”

อ่านบทความทั้งหมดคลิกที่นี่