ทั้งนี้ ภาพสะท้อนที่ภาคเกษตรกรไทยกำลังต้องเผชิญนี้ถูกสะท้อนไว้ในเวทีเสวนาวิชาการที่จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยได้มีนักวิชาการสะท้อนฉากทัศน์สำคัญของเกษตรกรไทยว่า…”ไม่สามารถพึ่งโชคแบบเก่า” หรือ “ใช้สูตรเก่งบวกเฮง” ที่เคยใช้ได้อีก แต่ “ต้องปรับตัวใหม่”
เพื่อรับมือกับเงื่อนไขใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมา
รวมไปถึงความท้าทายของโลกที่มีเพิ่มขึ้น
จนทำให้ไม่สามารถใช้สูตรสำเร็จเดิม ๆ ได้

รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร
ทั้งนี้ การสะท้อนต่อสถานการณ์ที่ “เกษตรกรไทยต้องเผชิญ” นี้มาจากเวทีเสวนาเรื่อง “อนาคตเกษตรและอาหารไทย ทางรอด ทางเลือก และโอกาสใหม่ในโลกที่เปลี่ยนแปลง” จัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมกับมูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ โดยในเวทีดังกล่าวมีนักวิชาการไทยหลายท่านขึ้นมาสลับสับเปลี่ยนฉายภาพเกี่ยวกับ “ความท้าทายใหม่ ๆ” ที่เกษตรกรไทยต้องเจอ ภายใต้โลกยุคใหม่ที่ไม่มีอะไรเหมือนเดิม โดยหนึ่งในนักวิชาการของทีดีอาร์ไอ คือ รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร มีการฉายภาพ “อดีต–ปัจจุบัน–อนาคต” ของภาคเกษตรกรไทยไว้บนเวทีดังกล่าว…
พร้อมแนะนำ “3 ทางรอด” ให้เกษตรกร
ภายใต้โลกยุคใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมต่อไป
บนเวทีนี้ ทาง รศ.ดร.นิพนธ์ นักวิชาการเกียรติคุณทีดีอาร์ไอ ระบุว่า… ในอดีตภาคเกษตรไทยเติบโตแบบก้าวกระโดดเพราะมี “ความเฮง” จากการที่ไทยมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ มีที่ดินต่อหัวสูงกว่าเพื่อนบ้าน และมีความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติต่ำกว่าหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยนอกจากความเฮงดังกล่าวแล้ว เกษตรกรไทยยังมี “ความเก่ง” จากการที่ไทยที่มีประวัติการปรับตัวเกี่ยวกับการทำเกษตรมายาวนานตั้งแต่สมัยอยุธยา จนทำให้ภาคเกษตรของไทยก้าวหน้ากว่าคนอื่น
อย่างไรก็ตาม แต่ความเก่งและเฮงที่เคยเป็นข้อได้เปรียบของเกษตรกรไทยในอดีต ขณะนี้อาจจะไม่เพียงพอต่อไป เนื่องจากตั้งแต่ช่วงข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่า… ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยกลับหยุดชะงัก ทำให้เกษตรกรไทยเริ่มสูญเสียความสามารถทางการแข่งขัน อีกทั้งในแง่ผลผลิตต่อไร่ของพืชที่สำคัญของไทย ก็เริ่มอยู่ในภาวะที่ทรงตัว และบางชนิดลดต่ำลงกว่าคู่แข่ง ทำให้ขณะนี้กำลังกลายเป็น “ปัญหาใหญ่” เพราะทำให้ รายได้เกษตรกรไทยลดต่ำกว่ารายได้ของแรงงานนอกภาคเกษตรถึงเกือบ 5 เท่าตัว…เป็นสถานการณ์น่ากังวลของเกษตรกรไทยเวลานี้

นักวิชาการทีดีอาร์ไอคนเดิม แนะนำว่า… เมื่อสูตรเก่ง+เฮงที่เคยใช้ เริ่มใช้ไม่ได้ผล ดังนั้น เกษตรกรไทยจึงต้องเร่งปรับตัว เพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่เริ่มเกิดขึ้นแล้ว หลังจากโครงสร้างของโลกเปลี่ยนไป กับมีกติกาใหม่ ๆ ออกมาเรื่อย ๆ โดย รศ.ดร.นิพนธ์ ชี้ว่า… เพื่อให้อยู่รอดในสถานการณ์แบบนี้ เกษตรกรจึงมีอยู่ “3 เส้นทางรอดสำคัญ” ดังนี้…
เส้นทางที่ 1 “ปรับตัวเป็นเกษตรกรมืออาชีพ” และ “เปลี่ยนไปทำเกษตรแปลงใหญ่” ที่เน้นการเปลี่ยนผ่านจากฟาร์มขนาดเล็กที่บริหารจัดการยากและไม่คุ้มทุน ไปสู่การทำเกษตรแปลงใหญ่เหมือเกษตรกรยุโรป และควรมีการรวมกลุ่มในรูปแบบบริษัท เพื่อเปลี่ยนจากการทำเกษตรรายย่อยมาเป็นการรวมกลุ่มในรูปแบบหุ้นส่วน ที่มีการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ พร้อมกับนำแนวคิดเกี่ยวกับ Smart Farmer เข้ามาใช้ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ และลดต้นทุนการผลิตการทำเกษตร
เส้นทางที่ 2 “รวมกลุ่มผลิตสินค้ามาตรฐาน” และ “เพิ่มบทบาทเป็นตัวกลาง” ในห่วงโซ่คุณค่าสินค้าเกษตรและอาหาร โดยการเพิ่มบทบาทของกลุ่มเกษตรกรในการเป็นตัวกลางจะกระตุ้นให้เกษตรกรเกิดการพัฒนาทักษะด้านการจัดการความเสี่ยง รวมถึงมีความเข้าใจเกี่ยวกับระบบโลจิสติกส์ เพราะต้องการให้ผลผลิตที่ทำได้เจาะตลาดคุณภาพ เช่น ตลาดสินค้ามูลค่าสูง (High-Value Products) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยั่งยืนทางด้านรายได้ให้กับเกษตรกร
เส้นทางที่ 3 “การโยกย้ายเชิงโครงสร้าง” ด้วยการปรับสัดส่วนแรงงานในภาคเกษตรของตัวเองให้ลดลงเหลือเพียง 8-10% จากเดิมที่มีจำนวนมาก แต่รายได้ต่ำ เพื่อให้รายได้ต่อหัวของเกษตรกรทัดเทียมกับแรงงานนอกภาคเกษตร แต่วิธีนี้รัฐจำเป็นต้องเข้ามาช่วยส่งเสริมให้แรงงานย้ายจากภาคเกษตรต้นน้ำ ไปสู่อุตสาหกรรมกลางน้ำ และปลายน้ำ โดยปรับโครงสร้าง agri-food value chain ให้เกิดการจ้างงานใหม่ในต่างจังหวัด ควบคู่กับฝึกอบรมแรงงานเกษตรให้มีทักษะใหม่ ๆ เพื่อให้ในพื้นที่มีงาน มีรายได้ดีในพื้นที่จังหวัดบ้านเกิด โดยไม่ต้องอพยพเข้าสู่เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ …นี่เป็น 3 แนวทางสำหรับเกษตรกร
“แต่การจะไปถึงเส้นทางนี้ได้จะต้องปลดล็อกหลายเรื่องให้ได้ก่อน ตั้งแต่จุดอ่อนโครงสร้างแรงงาน จากการที่เกษตรไทยอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ และเชิงพื้นที่ ที่ไทยมีพื้นที่ชลประทานเพียง 22-25% เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีความท้าทายใหม่ ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ รวมไปถึงนโยบายรัฐในอดีตที่ทำให้เกษตรกรขาดการปรับตัว”… นักวิชาการทีดีอาร์ไอย้ำเรื่องนี้ไว้
ที่ทางรอดของภาคการเกษตรไทย “ยังพอจะมีอยู่”
แต่เกษตกรต้อง “อัปสกิล–อัปเกรด” ให้ทันกับโลก
เพราะ “สูตรเก่ง+เฮง” ที่เคยใช้…วันนี้ใช้ไม่ได้แล้ว.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



