“แถลงการณ์ถนัด–รัสก์” (Thanat–Rusk Communiqué) คือเอกสารที่เป็นการลงนามทางการทูต เมื่อเดือนมี.ค. 2505 โดยรมว.การต่างประเทศของไทยและสหรัฐในเวลานั้น คือ พ.อ.พิเศษ ถนัด คอมันตร์ และนายดีน รัสก์ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ ที่กำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐในยุคสงครามเย็น จากการที่สหรัฐให้คำมั่นว่า “จะเข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที” หากไทยหากต้องเผชิญกับการรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้าน

การให้คำมั่นดังกล่าวของรัฐบาลวอชิงตันเป็นการขยายขอบเขต การเป็นหุ้นส่วนด้านความมั่นคงแก่ไทยเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สองประเทศเริ่มมีความสัมพันธ์กัน จากการลงนามสนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์ ปี 2376

นายดีน รัสก์ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ เข้ารับการซักฟอกจากวุฒิสภา ในกรุงวอชิงตัน เกี่ยวกับบทบาทของสหรัฐในสงครามเวียดนาม เมื่อปี 2507

แถลงการณ์ถนัด–รัสก์ มีเนื้อหาระบุอย่างชัดเจนว่า “พันธกรณีภายใต้สนธิสัญญาป้องกันร่วมกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ สนธิสัญญามะนิลา จะรวมถึงการช่วยเหลือในฐานะปัจเจกบุคคล เช่นเดียวกับในฐานะองค์กร” การประกาศดังกล่าวเป็นการเน้นย้ำ ว่ารัฐบาลวอชิงตันพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศไทยโดยตรง ไม่ว่าจะมีฉันทามติจากสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( ซีโต ) หรือไม่ก็ตาม เพื่อส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังฝ่ายคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค ถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐในการปกป้องไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญในภูมิภาคอินโดจีน

การลงนามในแถลงการณ์ถนัด–รัสก์ เกิดขึ้นในบริบทที่สถานการณ์ด้านความมั่นคงในภูมิภาคอินโดจีนกำลังตึงเครียดอย่างหนัก สหรัฐกำลังเพิ่มบทบาทในเวียดนามใต้เพื่อสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ ขณะที่กัมพูชาภายใต้สมเด็จฯ นโรดม สีหนุ แสดงท่าทีใกล้ชิดจีนและเวียดนามเหนืออย่างชัดเจน ไทยซึ่งมีพรมแดนติดกัมพูชาและลาว จึงหวั่นเกรงการแผ่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์เข้ามาในประเทศ

พ.อ.พิเศษ ถนัด คอมันตร์ รมว.การต่างประเทศไทย (คนที่สามจากขวา) ร่วมการประชุมองค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีโต)

แม้แถลงการณ์ถนัด–รัสก์ ไม่ได้มีผลผูกพันในทางกฎหมายแบบเดียวกับบทบัญญัติขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( นาโต ) ซึ่งครอบคลุมสมาชิกทุกประเทศ แต่ถือเป็นการสร้าง “หลักประกันทางใจ” ให้กับไทย และทำให้ไทยกลายเป็นฐานทัพหลักของสหรัฐนช่วงสงครามเวียดนาม สนามบินอู่ตะเภาและฐานทัพหลายแห่งถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐ ต่อเวียดนามเหนือและลาว

อนึ่ง การที่เอกสารฉบับนี้ใช้คำว่า “แถลงการณ์” แทน “สนธิสัญญา” ถือเป็นการตัดสินใจที่มีความสำคัญและมีความหมายอย่างยิ่งในทางการทูต โดยสะท้อนว่า สหรัฐไม่ต้องการผูกมัดตัวเองด้วยสนธิสัญญาที่เป็นพันธกรณีอย่างถาวร แต่ยังคงต้องการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนไทย ควบคู่ไปกับควาพยายามขยายอิทธิพลในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม สถานะทางกฎหมายที่เบาบางของแถลงการณ์ถนัด–รัสก์ เป็นสาเหตุที่ทำให้ไทยมีความกังวลถึงพันธสัญญาในระยะยาวของสหรัฐอย่างต่อเนื่องมาตลอดเช่นกัน แม้แถลงการณ์ถนัด–รัสก์ จะช่วยฟื้นฟูความมั่นคงในระยะสั้นได้ แต่ความกังวลที่ว่าสหรัฐอาจถอนตัวออกจากภูมิภาคในระยะยาวก็ยังคงอยู่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและด้วยความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองในยุคสงครามเย็น

นายดีน รัสก์ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ และนายเกรแฮม มาร์ติน เอกอัครราชทูตสหรัฐ ที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐ กรุงเทพมหานคร

เข้าสู่ปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาแม้ไม่ตึงเครียดเท่ายุคสงครามเย็น แต่ยังเต็มไปด้วยปัญหาเรื้อนัง เช่น ข้อพิพาทชายแดน การจัดการทรัพยากรพลังงานในอ่าวไทย และผลกระทบจากการเมืองภายในกัมพูชาซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมมาถึงไทย

แม้แถลงการณ์ถนัด–รัสก์ จะถือเป็นจุดสูงสุดของนโยบาย “โปรอเมริกา” ที่แข็งแกร่งสำหรับไทยในยุคสงครามเย็น แต่ในอีกไม่กี่ปีต่อมา พ.อ.พิเศษ ถนัด เป็นผู้ริเริ่มแนวคิด “การทูตยืดหยุ่น” ที่สะท้อนถึงการตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับสหรัฐเพียงฝ่ายเดียว โดยความวิตกกังวลนั้นชัดเจนมากขึ้น เมื่อสหรัฐลดบทบาทของตัวเองลงในช่วงปลายสงครามเวียดนาม หลังผ่านพ้นยุทธการตรุษญวน เมื่อปี 2511

พ.อ.พิเศษ ถนัดเปรียบเปรยสถานการณ์ของไทยเหมือนการ “หนีเสือ ( จีน ) แล้วต้องไปปะจระเข้ ( สหภาพโซเวียต )” หากสหรัฐถอนกำลังทหารออกจากภูมิภาค ซึ่งอาจทิ้งให้ไทยต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามใหม่โดยไร้พันธมิตรที่น่าเชื่อถือ พ.อ.พิเศษถนัดตระหนักว่า การพึ่งพาแต่เพียงมหาอำนาจเดียวไม่ใช่ทางเลือกที่ยั่งยืน และเริ่มสำรวจทางเลือกอื่น เช่น การไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด การร่วมมือกับมหาอำนาจอื่น หรือการสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาค

นายอับดุลเลาะห์ บาดาวี รมว.การต่างประเทศมาเลเซีย ต้อนรับพ.อ.พิเศษ ถนัด คอมันตร์ อดีตรมว.การต่างประเทศไทย ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ 21 ก.ค. 2540

การปรับเปลี่ยนนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนด้านนโยบาย แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ทางการทูตของไทยในยุคนั้น ว่าแถลงการณ์ถนัด–รัสก์ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ ที่ต้องตามมาด้วยการประเมินสถานการณ์ใหม่ ซึ่งนำไปสู่การทาบทามจีนและสหภาพโซเวียต และเป็นรากฐานสำคัญของการก่อตั้งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( อาเซียน ) ในเวลาต่อมา

แถลงการณ์ถนัด–รัสก์เป็นบทเรียนสำคัญของไทย เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบพึ่งพิงมหาอำนาจเพียงฝ่ายเดียว แถลงการณ์ฉบับนี้ช่วยให้ไทยสามารถรักษาความมั่นคงและบทบาทของตนในฐานะพันธมิตรหลักของสหรัฐในช่วงสงครามเย็นได้อย่างมั่นคง แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิวัฒนาการทางวิเทโศบายที่สำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของไทย ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างสมดุลทางอำนาจและการพึ่งพาตนเองในระดับภูมิภาค แถลงการณ์ถนัด–รัสก์จึงยังคงเป็นรากฐานและบทเรียนสำคัญ ที่ผลักดันให้ไทยเดินหน้าสู่การทูตที่ยืดหยุ่นและมีความเป็นพหุภาคีในที่สุด.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES, AFP