ที่ผ่านมา ถนนบรรทัดทอง เป็นย่านร้านอาหารที่ได้รับการจัดอันดับโดย นิตยสาร Time Out ให้เป็น “ถนนที่เท่ที่สุดในโลก อันดับที่ 14” (World’s Coolest Streets) เมื่อ 10 ปีก่อน

โดยมีร้านอาหารทั้งเก่าแก่ ทั้งรุ่นใหม่ รวมกันแล้วไม่น้อยกว่า 300 ร้าน ทีเดียว ที่สำคัญยังสร้างรายได้หมุนเวียนให้เศรษฐกิจไทยเป็นจำนวนหลายพันล้านบาทต่อปี

แต่ก็ต้องยอมรับว่าในระยะหลัง ๆ มา จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว นักท่องเที่ยวหดหายโดยส่วนหนึ่งก้มาจากความไม่มั่นใจในเรื่องของความปลอดภัย รวมไปถึงต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าเช่าที่ หรือรสชาติอาหารที่ไม่อร่อยเหมือนคำล่ำลือ

สารพัดสารพันปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้ถนนบรรทัดทอง ที่เคยคราค่ำไปด้วยผู้คนทั้งคนไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติวันละ 30,000 คนนั้น กลับลดน้อยถอยลงไปอย่างน่าใจหาย จนทำให้ถนนที่ไม่เคยหลับไหล มีแต่ความเคว้งคว้าง

ผู้ประกอบการร้านค้าจำนวนไม่น้อย ต้องทะยอยปิดตัวไปจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มาจากถิ่นอื่นหรือร้านค้าที่เช่าช่วงมาอีกทีหนึ่งที่ไม่ใช่อยู่ในย่านบรรทัดทองโดยกำเนิด ก็ไปไม่รอด เพราะไม่สามารถสู้กับค่าเช่าที่พุ่งสูงปรี๊ดได้

ประกอบกับกระแสโซเชียล ในบางร้าน บ้านพื้นที่ ถูกระบุว่า ไม่เห็นเหมือนกับที่ปรากฎบนโลกโซเชียล บรรดานักชิมนักช้อป ก็หายหน้าหลีกหนีไปย่านอื่นที่ถูกใจมากกว่า


ดังนั้น!! ความพยายามในการฟื้นฟูถนนบรรทัดทอง ได้ถูกพูดถึงกันมาก ทั้งในส่วนของบรรดาผู้ประกอบการกันเอง หรือความร่วมไม้ร่วมมือของผู้ดูแลอย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ

โดยกำหนดแผนพลิกฟื้นย่านบรรทัดทองและสามย่านให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง พร้อมจัดทำมาตรการเพื่อสร้างย่านการค้าให้แข็งแกร่ง วางหมุดหมายให้เป็นสตรีทฟู้ดไทยยอดนิยมอย่างยั่งยืน ภายใต้ชื่อ บรรทัดทองสามย่าน

ขณะเดียวกันในส่วนของกระทรวงพาณิชย์เอง ก็ยื่นไม้ยื่นมือเข้ามาเพื่อหวังให้ย่านเศรษฐกิจสำคัญแห่งนี้ฟื้นชีพกลับคืนมาโดยเร็วที่สุด โดยชูนโยบาย “พาณิชย์พึ่งได้”

โดย จตุพร บุรุษพัฒน์รมว.พาณิชย์ และ ฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์รมช.พาณิชย์ ได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนวทางการฟื้นฟู และการพัฒนาให้เป็น “แลนด์มาร์กสตรีทฟู้ดระดับโลก”

ขณะเดียวกันก็วางทางฟื้นฟูไว้ 4 ด้านอย่างน่าสนใจ ทั้ง การรวมกลุ่มผู้ประกอบการให้เข้มแข็ง โดยตั้งกรรมการให้เป็นทางการ เพื่อเป็นกลไกหลักในทุกเรื่อง ที่สำคัญยังเป็นพลังร่วมกัน


นอกจากนี้ต้องกำหนดคอนเซ็ปต์ย่านให้ชัดเจน เช่น จัดโซนพิเศษในวันเสาร์–อาทิตย์ และสร้างบรรยากาศที่แตกต่างเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว


เหนืออื่นใด ต้องมีการลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการผ่านนโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” นำสินค้าคุณภาพดี ราคาเป็นธรรมมาเชื่อมโยงกับร้านอาหารในพื้นที่ในลักษณะฟาร์มทูเทเบิล


สุดท้ายต้องมีการจัดอีเวนท์อย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อสร้างบรรยากาศคึกคักและเชื่อมโยงกับย่านท่องเที่ยวอื่น ๆ ของกรุงเทพฯอีกด้วย


ความพยายามในการฟื้นฟูย่านบรรทัดทอง นี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องขึ้นอยู่กับว่า บรรดาผู้ประกอบการเองต้องร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง โดยพุ่งเป้าไปที่ “ประโยชน์ส่วนรวม”

ขณะที่ภาครัฐ ก็เข้ามาช่วยเหลือในทุกด้านอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันให้ถนนที่เท่ห์ที่สุดในโลกแห่งนี้ เป็นเขตเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สร้างเสน่ห์ใหม่เพื่อดึงดูดทุกคนในโลกให้เข้ามาสัมผัส

ที่สำคัญ! การดำเนินการ ต้องร่วมกันทำอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงแค่โหมไฟเท่านั้น เพราะสุดท้ายแล้ว ความนิยม การมีเสน่ห์ ก็จะหมดไปเหมือนหลาย ๆ ถนน หลาย ๆ พื้นที่ที่เกิดขึ้นมาแล้ว

เอาเป็นว่า… ทั้งหลายทั้งปวงต้องมารอดูกันว่า การรวมตัวกันของบรรดาผู้ประกอบการ โดยจัดตั้งเป็นสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหารย่านบรรทัดทอง ที่ต่างต้องการทำให้พื้นที่แห่งนี้เติบโตอย่างยั่งยืน และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก นั้นจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด

ในเมื่อทั้งฝ่ายนโยบาย ทั้งฝ่ายผู้ประกอบการ ต่างก็มีคอนเซปต์ มีโรดแม็พ ในการพัฒนาถนนสุดเท่ห์แห่งนี้แล้ว ก็ขอเอาใจช่วย เพราะสุดท้ายแล้วก็จะเป็นหนึ่งแขนขาเล็ก ๆ ที่ช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยฟูขึ้นมาได้เช่นกัน!

……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”

อ่านบทความทั้งหมดคลิกที่นี่